จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีอำ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผีอำ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2558

"ผีมีจริง" หรือเปล่า?...คำถามโลกแตกที่มีมาช้านาน (ตอนที่ 2) !!!

          มีใครได้อ่านตอนที่ 1 ไปแล้วบ้าง...ถ้าไม่เคยอ่านมาก่อนเดี๋ยวจะอ่านตอนที่ 2 ไม่รู้เรื่องนะจ๊ะ จะบอกให้...ก่อนจะเข้าเรื่องในตอนที่ 2 ผู้เขียนขออารัมภบทตามสไตล์คนช่างพูดสักเล็กน้อย เคยสงสัยกันมั้ยว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ คนสมัยโบราณมักจะหลอกลูกเด็กเล็กแดงเกี่ยวกับเรื่องผีสาง ตอนเป็นเด็กเราก็กลัวซิ...ใช่ป่ะ พอตกกลางคืนเอาแล้ว เรื่องผีผี...เริ่มเข้ามาวนเวียนในสมอง ความมืด ความเงียบ มันทำให้สมองของเด็กมันเกิดการจินตนาการไปได้มากมาย ผีต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบนั้น หรือแบบนี้ สร้างมโนภาพขึ้นมา สุดท้ายก็ฝังใจ...ส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อยล่ะ คงเกิดจากที่เด็กกำลังอยู่ในวัยที่ซุกซน เดินไปโน่นไปนี่คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็เหนื่อยที่จะตามหรือไม่ก็...เด็กตัวเล็กๆก็มักจะร้องไห้ ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว พ่อแม่ปู่ย่าตายาย ในตอนนั้นคงจะนึกได้มุกเดียว คือ "อย่าเดินไปตรงนั้นนะ เดี๋ยวผีมาจับตัวไปหรอก"...หรือไม่ก็พูดว่า "อย่าร้องนะ เดี๋ยวผีได้ยินจะมาจับตัวไป"...แล้วก็ทำหน้าขึงขังให้ดูน่าหวาดกลัว ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นเด็ก กอปรกับเห็นทั้งสีหน้า แววตา ได้ยินน้ำเสียงที่ฟังแล้วน่าหวาดหวั่นของผู้พูด เมื่อเด็กเริ่มกลัว ก็จะวิ่งกลับมา...มีมั้ยเมื่อตอนเป็นเด็กใครเคยเจอแบบนี้บ้าง...มุกแบบนี้ สามารถถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งมาสู่อีกรุ่นหนึ่งได้อย่างง่ายดายเพราะมันได้ผล สามารถกำราบเด็กดื้อเด็กซนได้เป็นอย่างดี...สรุปแล้วความสงสัยนี้ก็ยังคงอยู่ต่อไปซินะ เพราะที่จริงแล้วไม่สามารถรู้ที่มาที่ไปว่ามันเกิดขึ้นมาจากที่ไหนและเพราะอะไร...เอาเป็นว่าใช้ได้ผล ก็น่าจะเพียงพอ...เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า...

ย้อนความเดิมจากตอนที่ 1 สักเล็กน้อย...ในตอนนั้นจิตมันตื่นขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีใครสักคนจ้องมาที่เราโดยการเดินเข้ามาหาแล้วก็วน ในจังหวะหนึ่งนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไร ขนของผมก็ลุกไปทั้งตัวแล้วก็ขยับร่างกายอะไรไม่ได้...แน่นอน ผมอายุปูนนี้แล้ว คิดออก...กูโดนเข้าแล้ว!!!!...ผีอำแน่ๆ...ไม่คิดอะไรมาก ว่าคาถาชินบัญชรใส่เลยงั้น...แปบเดียวผีโดดหนีทะลุกำแพงไปเลย...พอตอนเช้าก็มานั่งคิด แล้วอยู่ดีๆก็นึกได้ว่า ทำไมเราถึงไปสวดคาถาเพื่อไล่เขาล่ะ สมองคิดไปเรื่อยเลยนะ ผีพวกนี้คงเดือดร้อนเขาคงไม่มาร้ายมั้ง...สมองมันคิดไม่หยุด..แต่ก็ยังหาบทสรุปไม่ได้ สิ่งที่คิดมันเหมือนกับแสร้งว่า "ใจดีสู้เสือ" คล้ายๆจะปลอบใจตัวเอง อะไรประมาณนั้น...แล้วความคิดเรื่องนี้ก็ดับลงไปได้หลายวัน จนเกือบจะถึงวันโกนของสัปดาห์ถัดไป "ใกล้ถึงวันโกนวันพระอีกแล้วซินะ" ผมเริ่มรำพึงรำพันกับตัวเองอีกครั้ง ตอนนั้นรู้สึกหวั่นไหวพอสมควร มันมีความคิดไปล่วงหน้าแล้วว่าคงต้องโดนในแบบที่เคยโดนอีกแน่..."แล้วเราจะทำไง?"...ในระหว่างนี้สมองมันก็คิดอะไรของมันไปเรื่อยจนในที่สุดมันมาหยุดที่การ "แผ่เมตตา"...อื้อหือ!...ใช่แล้ว ไม่ลองไม่รู้ ไม่ดู ไม่เห็น...ความคิดนี้มันเข้ามาเร็วปานสายฟ้าแลบ! พรึบเดียว สว่างโพลงเลย...สัพเพสัตตา...สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุก เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันหมดทั้งสิ้น....ฯลฯ"...



และแล้วก็มาถึง...คืนนั้นเป็นคืนวันโกน!...ผมก็ปฏิบัติตัวไปตามปกติ คือ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แล้วก็นอน หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้วกะคร่าวๆ ประมาณ ตี3 กว่า...ผมมีความรู้สึกว่าเหมือนมีใครที่ผมไม่รู้จักอยู่ในห้องด้วย ตอนนั้นมันครึ่งหลับครึ่งตื่น แน่นอนผมรู้เลยว่าอีกไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นอะไรจะเกิดขึ้นกับผม...แล้วก็จริงๆ!...ความรู้สึกมันรวดเร็วมาก ขนตามตัวลุกชัน ตั้งแต่ปลายขาจนถึงหนังหัวนั่นแหละ จากนั้นตัวก็เริ่มชา กระดุกกระดิกไม่ได้...มาแล้ว!...ผมคิดเอาเอง นี่คงเป็นวิธีที่ดวงวิญญาณที่อยู่ในโลกทิพย์เขาต้องการสื่อสารกับคนซึ่งอยู่ต่างภพภูมิกัน อยู่ดีดีจะให้เดินดุ่มๆเข้ามาคุยกันแบบหน้าตาเฉย คงจะเป็นไปไม่ได้...ผมไม่รอช้า เพราะตอนนั้นผมมีสติสมบูรณ์ ความกลัวผีไม่มี เพียงแต่ตามันลืมไม่ขึ้น ผมกำหนดจิตของตัวเอง ท่องในใจเริ่มตั้งแต่...สัพเพสัตตา ไล่ไปเรื่อย ในแบบที่ผมคุ้นเคย...พอจบท่อนสุดท้ายตรงที่ว่า...สุขีอัตตตานังปริหะรันตุ...จงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นนี้เทอญ...พอสิ้นคำว่าเทอญ..ผมได้ยินเสียง  ซู่ ๆๆ...ประมาณ 3 ครั้ง จิตผมมันบอกกับผมว่า สิ่งที่ผมทำไปถูกต้องแล้ว ดวงวิญญาณดวงนั้นเขาได้รับผลบุญที่ผมแผ่ให้เขา เขาเป็นสุขแล้ว....จากนั้นอีกไม่นาน ผมสามารถลืมตาได้ ลุกจากที่นอน เปิดไฟดูนาฬิกา ก็เป็นเวลาที่ผมได้บอกไปในตอนแรก จากนั้นเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานอนต่อจนถึงเช้า...

ความรู้สึกในตอนเช้าเมื่อผมลองลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง...ผมจำได้ทุกขั้นตอน เพราะผมมีสติอยู่ครบสมบูรณ์...ความสุขใจมันเกิดขึ้นกับผม มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูกจริงๆ รู้แต่ว่าการที่ผมได้ช่วยให้เพื่อนต่างภพภูมิเขารู้สึกมีความสุขได้ ผมก็พลอยมีความสุขไปด้วย...นั่นคือความรู้สึกในเช้าวันนั้น...สำหรับในคืนวันพระที่ถัดมาจากคืนวันโกนนั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น...จนมาถึงวันพระของสัปดาห์ถัดไป...ผมผ่านในคืนวันโกนมาได้แบบชิล ชิล คงเหลือในคืนวันพระอีก 1 คืนสำหรับสัปดาห์นี้... สวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิเสร็จ ก็เข้านอน...คราวนี้จำเวลาไม่ได้ แต่ก็คงไม่แตกต่างจากคราวที่แล้วมากนัก เพราะหลังจากเหตุการณ์เป็นปกติผมไม่ได้ลุกไปเข้าห้องน้ำ เพราะมีความสุขที่จะได้นอนต่อ...คืนนั้นความรู้สึกตัวก็เกิดขึ้นเหมือนทุกครั้ง แต่ครั้งนี้พิเศษกว่าคือ ผมเห็นรูปร่างหน้าตาของเด็กสาว ใส่เสื้อสีขาว เดินขึ้นบันไดแล้วตรงมาที่ผม...เท่านั้น ขนทั้งตัวก็ลุกชัน ขยับแขนขาไม่ได้...กำหนดจิตว่า สัพเพ...ทันที พอว่าจบ เธอผู้นั้นได้รับเป็นที่สบายใจแล้ว เธอก็ไป...ความเคยชิน เริ่มเข้าครอบงำผมเสียแล้ว...คราวนี้เป็นคืนวันโกนของอีกประมาณ 7 วันถัดมา...สเต็ปเดิม ลีลาเดิม...ผมก็ว่าแบบเดิมๆ คือ สัพเพ....เรื่อยไป...แต่ดวงจิตนี้แปลกกว่าชาวบ้านที่เคยมาเยี่ยมผม...ตรงที่จบแล้วยังไม่ยอมไป...ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรเขานะ...ผมยิ้มให้กับความรู้สึกเหมือนว่าเขากำลังนั่งทับผมอยู่...ผมพูดกับเขาไปประโยคหนึ่ง..."ไปได้แล้ว ข้าพเจ้าจะขอพักผ่อน"...เชื่อมั้ย เพียงผมพูดเท่านั้น เขาลุกพรึบเดียวหายไปเลย...เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผมประทับใจว่า "เฮ้ย!...คุยกันรู้เรื่อง"...และที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นครั้งที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดสำหรับผม...เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนๆกับในทุกครั้งนั่นแหละ แต่มันมีที่น่าอัศจรรย์ใจตรงที่ว่า ผมท่อง สัพเพ ไปได้นิดเดียว...ผมกลับได้ยินเสียง ใครก็ไม่รู้จำนวนมากมาย มาจากทุกทิศทุกทาง ท่องสัพเพ สัตตา เหมือนกับผม ประสานเสียงกันได้ไพเราะแบบที่ผมไม่เคยได้ยินความไพเราะแบบนี้มาก่อน...ผมหยุดท่อง เอียงหูฟังเสียงนั้นตลอด ผมมีความสุขแบบบอกไม่ถูกเลยในตอนนั้น...เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านไป จนมาถึงวันนี้ผมไม่เคยลืม แม้ในระยะหลัง ดวงวิญญาณต่างๆอาจห่างหาย ไม่ได้มาเยี่ยมผมเหมือนในครั้งกระนั้น อาจจะเป็นเพราะการปฏิบัติของผมเกิดความหย่อนยานก็เป็นได้...และนี่แหละ...ที่เป็นคำตอบให้กับผมโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกว่า..."โลกแห่งวิญญาณ หรือ ผี ซึ่งอยู่ต่างภพกับมนุษย์...มีจริงหรือไม่?"...เมื่อทุกท่านได้อ่านเรื่องราวทั้ง 2 ตอนมาแล้ว ลองพิจารณาตามไปนะครับ...แล้วลองค้นคว้าหาคำตอบให้กับตัวคุณเอง...เปรียบไปแล้วเหมือนคุณเป็นเศรษฐีผู้ใจดี คนตกทุกข์ได้ยากเขารู้ว่าคุณต้องช่วยเขาได้ เขาจึงดั้นด้น หาโอกาสมาพบคุณ มาขอพึ่งพา แล้วคุณก็ได้ช่วยเขา...แต่หากคุณเป็นคนยากจนเข็ญใจ จะมีคนตกทุกข์ได้ยากที่ไหน เขาจะดั้นด้นมาพบคุณ...มันเสียเวลาเปล่า..."บุญ" ใครทำใครได้นะครับ...แล้วอย่าลืมแผ่ออกไปไม่มีประมาณ...เพราะมีดวงวิญญาณอีกนับไม่ถ้วน ซึ่งน่าสงสาร เขาไม่มีโอกาสได้สร้างบุญ...ซึ่งแตกต่างจากพวกเราทั้งหลาย...ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป นะท่าน...!!!

นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"ผีมีจริง" หรือเปล่า?...คำถามโลกแตกที่มีมาช้านาน (ตอนที่ 1) !!!

เชื่อว่าหลายคนคงเกิดคำถามแบบนี้ขึ้นในใจกันบ้างล่ะ...จริงอ่ะป่าว!!!...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานสักแค่ไหน จะเป็นสิบ เป็นร้อย หรือเป็นพันปี เรื่องวุ่นๆของคนเราก็คงไม่พ้นเรื่องผีๆ เป็นแน่...บรื๋อ!!!!...จากที่เคยได้ยินกันมาบ้าง คนในสมัยก่อน จะนานแค่ไหนก็ไม่อาจคาดเดาได้ เขามักเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจ เจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งเร้นลับ ในเรื่องของโลกวิญญาณ...อะจึ๋ย...อ่านมาถึงตรงนี้ ในใจแอบระแวงข้างหลังกันบ้างมั้ยน๊า...อิอิ ถ้ากำลังอ่าน แล้วบังเอิญเกิดมีเสียงอะไรตกดังโครม คงมีสะดุ้งกันบ้าง!!!...หรือถึงกับวูบไปชั่วขณะเลยล่ะมั้ง...เพราะอะไรเล่า ในใจลึกๆของความเป็นคน เราจะกลัวกับสิ่งที่คนมองไม่เห็น เมื่อมองไม่เห็น จิตของเราก็จะเป็นตัวสั่งการให้สมอง คิดโน่นคิดนี่ สร้างมโนภาพไปต่างๆนานา ก็แล้วแต่จินตนาการของใครๆที่จะพิสดารน่าประหวั่นพรั่นพรึงกว่ากัน


ตอนนี้สิ่งที่ทำได้ คือ ลองมองไปรอบๆตัว ค่อยๆมอง ค่อยๆ...ไม่ได้ให้มองหาผี...ปัดโธ่!!! คือ มองหาว่ามีใครอยู่ใกล้ๆบ้าง ถ้าบังเอิญมี เขยิบเข้าไปใกล้ๆเขาเลย ค่อยๆนะ ค่อยๆถามเขาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ถ้าให้ดีควรจะทำเสียงสั่น หรือ เสียงกระเส่าสักเล็กน้อย ด้วยคำถามที่ว่า "ผีมีจริงมั้ยว่ะ" พอคนโดนถามเขาหันมาสบตา เราก็มองที่ตาเขา สลับกับการมองไปรอบๆอย่างช้าๆเพื่อบิ้วอารมณ์ให้เข้ากับบรรยากาศแบบผีๆ....รับรอง ถ้าสิ่งแวดล้อมรอบตัวค่อนข้างเงียบและเป็นใจพอสมควร ต้องมีขนลุกบ้างเชื่อเถอะ คริคริ...เมื่อถามหนึ่งคนได้ ก็ต้องถาม สอง สาม สี่....ได้เหมือนกัน เชื่อม่ะ จะได้คำตอบที่หลากหลาย...ไอ้คนที่กลัวผีอ่ะนะมักจะปากเก่งในที่สาธารณะเมื่อมีคนหมู่มาก แล้วจะพูดว่า "ผีไม่มีจริงหรอกฟร่ะ" เขาเอาไว้หลอกเด็ก แต่ขอโทษนะ เวลามันอยู่คนเดียว ถึงกับหงอย...ขนลุกประจำ เหมือนคนปวดท้องจะคลอดกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการแล้วออกมา...555 เรากลับมาที่คำตอบ...แน่นอนว่าคำตอบที่ได้จะมีทั้งเชื่อ และไม่เชื่อว่า ผีมีอยู่จริง...แต่จากประสบการณ์ของผู้เขียนขอเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในฝั่งของผู้ที่ตอบว่า "ผีมีจริงว่ะ" ...
นานมาแล้วเหมือนกัน คงประมาณ 20 ปีล่วงมาเห็นจะได้ ตอนเช้ามืดในคืนวันหนึ่งประมาณสัก ตี 4 ได้มั้งตอนนั้นรู้สึกตัวเหมือนมีใครสักคนมานอนอยู่ข้างหลังเนื่องจากตอนนั้นผมนอนตะแคงขวาอยู่...เฮ้ย ใครมานอนอยู่ข้างหลัง แถมหายใจรดต้นคอเราอีก (ตอนนั้นนึกในใจ) แต่สมองก็ค่อยๆเริ่มทบทวน แล้วมันจะมีใครได้ยังไงว่ะ นี่มันห้องนอนตรูเอง ปกติก็นอนคนเดียวอยู่แล้ว ไม่ทันที่ความคิดต่างๆจะจางหายไป เสียงลมหายใจเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ฟื๊ด ๆ ๆ...เอาล่ะซิ ตอนนั้นยอมรับเลยครับว่า ไม่กล้าลืมตาแล้วหันกลับไปมองว่าสิ่งที่เรารู้สึกได้ มันเป็นอะไรกันแน่ ถ้าเป็นคุณผู้อ่าน จะทำยังไง?...ในเมื่อผมทำอะไรที่มากกว่านั้นไม่ได้จึงพยายามข่มตาให้หลับ ในใจก็คิดว่า ไอ้เจ้าสิ่งนั้นจะเรียกมันว่าอะไรก็ตามหอะ คงจะทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้กระมัง ถ้ามันทำได้ คงทำไปนานแล้ว จึงรวบรวมสติทั้งหมด หลับต่อไป...หลังจากผ่านคืนที่สยองที่สุดในชีวิตก็เก็บเอาไปเล่าให้คุณป้าท่านหนึ่งฟัง คำตอบที่ได้...ผมเจอเข้ากับ "ผีตายโหง!!" เท่านั้นล่ะ ขนลุกไปทั้งตัวตั้งแต่ปลายเท้าจรดหนังศีรษะ...หลังจากครั้งนั้นก็ไม่เคยเจออะไรแบบนี้อีกเลย จนกระทั่งเมื่อประมาณ 1 ปีที่ผ่านมา ในตลอดระยะเวลา 2-3 เดือน ไม่คืนวันโกน ก็คืนวันพระ จะเกิดปรากฏการณ์บางอย่างกับผม หรือที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า "ผีอำ" มีใครเคยโดนมั้ย แบบที่ว่า ขนลุกไปทั้งตัว ครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนใครมาทับร่าง อึดอัด หายใจไม่ออก กระดุกกระดิกตัวไม่ได้....ในทางวิทยาศาสตร์เขาก็บอกทำนองว่า จิตมันตื่น แต่ร่างกายเรามันยังไม่ตื่น ก็ว่ากันไป... แต่สำหรับตัวผม อย่างที่บอก ทุกคืนวันโกน หรือไม่ก็คืนวันพระผมจะต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วทำไมจะต้องเจาะจงกับ 2 วันนี้ล่ะ ทำไมวันอื่นไม่เป็น ก็เลยมานั่งคิด ที่โบราณเขาว่าเอาไว้ จะมีปล่อยผีกันวันโกน วันพระ...บรื๋อออ!!!!...ต้องใช่แน่ๆ...ช่วงก่อนที่ตัวผมจะพบกับเหตุการณ์ประหลาดนี้ ผมไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิเป็นประจำ ครั้งล่ะนานๆ แล้วก็ฟังธรรม อ่านหนังสือธรรมะ จิตแทบไม่มีเวลาไปคิดเรื่องอื่น มันจะทรงในอารมณ์ธรรม ซะเป็นส่วนใหญ่ คิด คิด คิด อยู่นั่นว่าอยากจะอ่านธรรมะเรื่องอะไร แล้วก็ไปค้นคว้ามานั่งอ่าน มาฟัง...อ่านมาถึงตรงนี้ งงมั้ย? แล้วมันเกี่ยวอะไรกันกับผี...ถ้าถามผม ผมต้องตอบว่าเกี่ยว ต้องเกี่ยวแน่ๆแบบไม่ต้องสงสัย เพราะผมเจอมากับตัวเอง ในตอนนั้นสิ่งที่ผมทำ ทาน ศีล ภาวนา มาครบ และก็ทำได้เป็นอย่างดีพอสมควร จิตมันทรงอยู่ในอารมณ์ด้านบวก พูดง่ายๆแบบนี้ล่ะนะ แล้วแสงแห่งบุญที่ทำ จะเปล่งประกายออกมา เมื่อถึงวันโกน วันพระ ผีต่างๆเหล่านี้แหละ เขาเดือดร้อน และต้องการความช่วยเหลือ เขาจะรู้ เพราะแสงบุญเป็นทิพย์ แล้วผีต่างๆก็อยู่ในโลกทิพย์ ก็เลยเห็นกัน แน่นอนเขาต้องมาหาคนที่เขาคิดว่าจะช่วยเขาได้ ซึ่งในตอนนั้นก็เป็นผมนั่นเอง...ในครั้งแรกๆก็รู้สึกกลัวนะครับ ผมจำได้แม่น ในช่วงก่อนที่เขาจะอำ(ผีต้องการติดต่อกับเราอ่ะ...ผมคิดเอาเองนะ) แต่เนื่องจากว่าเขาไม่ใช่คน อยู่ดีๆจะเดินมาขอนั่นขอนี่ คงเป็นไปไม่ได้ แล้วการที่เขาต้องการจะติดต่อเราล่ะ จะทำไง ข้อนี้ผมก็ไม่รู้หรอก เพราะผมไม่ใช่ผี แต่ก็เดาๆเอาจากประสบการณ์ นั่นคือ ครึ่งหลับครึ่งตื่น เพราะตอนนั้น สติเราไม่ครบ 100% ผีทั้งหลายจึงแฝงมาสื่อสารกับคนได้...เหตุการณ์ตอนนั้นเหมือนกับที่ผมเล่าที่ตอนนอนมีคนมาหายใจรดต้นคอ แต่คราวนี้ มาแบบเห็นๆ แต่มันเห็นทางจิต เพราะไม่ได้ลืมตา...ในตอนนั้นจิตมันตื่นขึ้นเพราะรู้สึกว่ามีใครสักคนจ้องมาที่เราโดยการเดินเข้ามาหาแล้วก็วน ในจังหวะหนึ่งนั้น ไม่รู้ว่าเกิดอะไร ขนของผมก็ลุกไปทั้งตัวแล้วก็ขยับร่างกายอะไรไม่ได้...แน่นอน ผมอายุปูนนี้แล้ว คิดออก...กูโดนเข้าแล้ว!!!!...ผีอำแน่ๆ...ไม่คิดอะไรมาก ว่าคาถาชินบัญชรใส่เลยงั้น...แปบเดียวผีโดดหนีทะลุกำแพงไปเลย...พอตอนเช้าก็มานั่งคิด แล้วอยู่ดีๆก็นึกได้ว่า ทำไมเราถึงไปสวดคาถาเพื่อไล่เขาล่ะ สมองคิดไปเรื่อยเลยนะ ผีพวกนี้คงเดือดร้อนเขาคงไม่มาร้ายมั้ง...สมองมันคิดไม่หยุด...เอาไว้ต่อภาค 2 ดีก่า เดี๋ยวมันจะยาวไปนะ อิอิ...






















นำเสนอโดย :