จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Love story แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Love story แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"ใ จ ส ล า ย"...มันถึงตาย....เชียวหรือ?...!!!

ณ โรงพยาบาล แห่งหนึ่ง...ห้องพักสำหรับผู้ป่วยมีขนาดกำลังดีไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปนัก  ลักษณะภายในห้อง ดูโปร่งๆ สบายๆ ไม่รู้สึกถึงความอึดอัด เมื่อสัมผัสด้วยตา จะเห็นถึงความสะอาดสะอ้านของพื้นที่...ข้าวของเครื่องใช้สำหรับคนป่วยและคนเฝ้าไข้ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย ในตำแหน่งที่เหมาะสม ผสมผสานกับกลิ่นหอมจางๆของดอกไม้ที่ลอยมาเตะจมูกเป็นระยะๆ...หน้าต่างที่เป็นกระจกใสทั้งบานถูกปิดแนบสนิท ...บริเวณด้านหน้ามีม่านกันแสงบังอยู่อีกชั้นหนึ่ง...เครื่องปรับอากาศก็ทำหน้าที่ของมันได้เป็นอย่างดีไม่มีอะไรติดขัด...อุณหภูมิภายในห้องจึงรู้สึกได้ถึงความเย็นสบาย...ดอกกุหลาบสด มีทั้งดอกสีแดงสลับขาวถูกจัดเรียง ซ้อนสูงต่ำเป็นลำดับชั้นอย่างสวยงาม ภายในแจกันที่วางไว้บนโต๊ะตัวหนึ่ง ที่อยู่ติดด้านข้างของเตียงผู้ป่วย ซึ่งบัดนี้มีร่างอันไร้สติของหญิงสาวนอนอยู่...ที่แขนข้างหนึ่งของเธอถูกพันธนาการไว้ด้วยสายน้ำเกลือ ท่ามกลางดวงตาหลายคู่ที่คอยเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดด้วยความเป็นห่วง...

เหตุการณ์ทั้งหมดมันเกิดขึ้นรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ...หลังจากที่ตัวเธอได้รับสายโทรศัพท์สายหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณบ่าย 2 โมงของเมื่อ 3 วันที่แล้ว  เมื่อเสร็จธุระจากการสนทนากับคนปลายสาย เธอกลับมีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เธอหันซ้ายหันขวา ปากก็บ่นพึมพัม อากัปกริยาเงอะงะ งวยงง ดูเลื่อนลอยเป็นพักๆ เหมือนคนขาดสติ ...ประมาณสัก 2-3 นาทีผ่านไป ตัวเธอเหมือนกำลังจะรวบรวมสติสตังได้อีกครั้ง แล้วหันหลังกลับเพื่อเดินไปที่โต๊ะทำงานของเธอ...เธอเก็บรวบรวมเอกสารทุกอย่างเข้ามารวมเป็นกองเดียวกัน มือข้างหนึ่งคว้ากระเป๋าสะพายประจำตัว แล้วเดินออกจากที่นั่นอย่างรวดเร็ว คงไม่ทันได้ยินคำถามไล่หลังของเพื่อนๆด้วยซ้ำไป

เมื่อเดินทางมาถึงจุดหมายซึ่งอาจจะเป็นที่ใดที่หนึ่ง...ที่ตัวเธอได้คุยและตกลงกับคู่สนทนาเอาไว้...เธอก้าวลงจากรถ พร้อมกับยกแขนข้างหนึ่งขึ้นมาดูเวลา...3 ชั่วโมงเศษ ที่ต้องเสียไปกับการขับรถมาถึงที่นี่...ในขณะที่เธอมองออกไปรอบๆเพื่อสำรวจสถานที่ก็เป็นจังหวะเดียวกับโทรศัพท์มือถือของเธอดังขึ้น...เธอถามไปยังปลายสายถึงทิศทาง...ของสถานที่ๆได้นัดกันเอาไว้...เมื่อมองออกไปตามเสียงบอกอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เธอเจอกับรีสอร์ทหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ทางขวามือของเธอโดยเยื้องขึ้นไปทางด้านหน้าพอประมาณ  เธอวางโทรศัพท์ลงเมื่อเห็นใครคนหนึ่งโบกมือไหวๆ...เธอจึงก้มหน้าก้มตารีบเดินไปยังที่นั้นโดยที่ไม่ทันสังเกตว่า มีใครคนหนึ่งจ้องมองการเคลื่อนไหวของเธอแทบไม่กะพริบตา...

เธอหายเข้าไปในรีสอร์ทกับผู้หญิงคนที่กวักมือเรียก ถึงร่วมพูดคุย หรืออะไรสักอย่างอยู่ในนั้นร่วม 3 ชั่วโมง...หลังจากที่เธอเดินกลับออกมาอีกครั้งก็เป็นเวลา เกือบ 3 ทุ่ม...ลักษณะกึ่งเดินกึ่งวิ่งของเธอ สลับกับการยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่แก้มเป็นบางครั้ง มันก็ยิ่งทำให้ใครคนนั้นที่เฝ้ามองการเคลื่อนไหวของเธอ  ...ดูร้อนรนและกระสับกระส่ายมากยิ่งขึ้น...เสียงดัง ปิ๊ด ปิ๊ด ของรีโมท เธอดึงประตูด้านข้างคนขับให้เปิดออก แต่เธอกลับยืนหลับตานิ่งอยู่สักครู่ เหมือนสมองกำลังครุ่นคิดใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ที่ดูสับสนและหนักหน่วงเอาการ...

เวลาตี 3 เศษ...ในคืนเดียวกันนั้น...เสียงโทรศัพท์ได้ดังขึ้นที่บ้านของเธอ กินเวลานานพอสมควรกว่าที่จะมีใครสักคนตื่นขึ้นมารับสาย...และก็เป็นคุณแม่ของเธอ ที่คงจะทนนอนฟังเสียงโทรศัพท์เข้าไม่ไหว  ซึ่งดูเหมือนมันจะดังกว่าปกติในคืนอันสงบเงียบเช่นนี้...เปรี๊ยะ !!!...เสียงโทรศัพท์ที่บัดนี้ได้ร่วงหลุดจากมือของคุณแม่ ตกลงกระแทกพื้นแตกกระจาย   เสียงนั้นมันดังพอที่จะปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นขึ้น หลังจากที่คุณแม่ได้รับทราบอะไรบางอย่างจากคู่สนทนา แล้วร่างของคุณแม่ก็พลอยร่วงผล็อยหมดสติลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น ก่อนที่ใครสักคนในบ้านจะเดินมารับร่างนั้นได้ทัน....

สารพิษบางอย่างที่เธอกินเข้าไปในคืนวันเกิดเหตุนั้น มันทำให้ วันนี้เป็นวันที่ 3 แล้วที่ร่างของเธอยังคงไม่ได้สติ...น้ำตาของผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่ และ ญาติพี่น้องทุกคน...หลั่งไหลออกมาแทบไม่ขาดสายในทุกวันที่ได้มาเฝ้าดูอาการ...หรือ แม้แต่ผู้ชายคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้สะกดรอยตามเธอไปในคืนวันนั้น จนในที่สุดก็เป็นคนช่วยนำเธอมาส่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้....ความรักและความปรารถนาดีที่เขามีให้กับเธอมันมากมาย และไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงเฝ้าห่วงใย ติดตามความเคลื่อนไหวของเธอตลอดเวลาในทุกครั้งที่มีโอกาส แม้ว่าในครั้งหนึ่งก่อนหน้านั้น เป็นเธอเองที่ปฏิเสธความรักที่เขาได้มอบให้ แล้วไปเลือกใครอีกคนเข้ามาแทนที่...



ไม่มีใครรู้ว่าเธอเข้าไปในรีสอร์ทแห่งนั้น ไปเจอะเจอกับอะไรมาบ้าง...นอกจากตัวเธอ กับแม่สาวคนนั้น...ถ้าหากในตอนนี้เธอมีโอกาสได้ตื่นขึ้นมาดูคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ แล้วก็ยังมีคนที่รักที่ห่วงใยเธอ  ทุกๆคนต้องเคร่งเครียด เศร้าโศกเสียใจ เสียน้ำตา หัวใจแทบสลาย...เธอจะรู้สึกอย่างไรบ้างหนอ...คุ้มหรือไม่กับเหตุการณ์อะไรสักอย่างที่เธอไปเจอ ...และต้องการจะแลกกับสิ่งนั้นด้วยการฆ่าตัวตาย...มันหาใช่แต่เพียงชีวิตของเธอเท่านั้นที่ต้องสูญเสีย...เธออาจจะได้รู้และก็เข้าใจ...ถ้าในเวลานี้...เธอมีโอกาสลืมตา...ขึ้นมองดูพวกเขา...อีกครั้ง...!!!

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันจันทร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2557

บ้าน...คือ...วิมานของเรา...จริงๆ...!!!

บ้าน...คือ สิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มันคือชีวิต...คงจะไม่เกินเลยไปนะ หากจะกล่าวเช่นนี้...บ้านจะใหญ่ หรือ บ้านจะเล็ก ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับปริมาณของความสุขที่อยู่ข้างใน หรือจะพูดเปรียบเปรยไปทำนองว่า ปริมาณของความสุขมันไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ขนาดของบ้าน ...มีบางอย่างที่ผมจำได้ไม่เคยลืม คือ เสียงโขลกน้ำพริกกะปิแบบไทยๆของแม่ เสียงดัง...ปั๊ก ปั๊ก ปั๊ก !!!...ในเย็นวันนั้นสมัยที่ผมเองยังเป็นเด็กตัวเล็กๆกำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษา   กลิ่นหอมของมะนาวที่โชยมาพอได้กลิ่น แม่ค่อยๆบรรจงบีบมันลงไปในครก ตามด้วยน้ำปลาตามสูตรการทำของแม่ รสชาดอร่อยถูกใจทุกคนในครอบครัวยิ่งนัก มื้อไหนก็ตามที่ได้กินน้ำพริกปลาทู มีผักบุ้งลวก มะเขือ แตงกวา เป็นเครื่องเคียงด้วยแล้วล่ะก็ ผมจะกินข้าวจนพุงกางอย่างไม่ต้องสงสัย เลยได้ฉายาจากแม่ว่า "ไอ้เจ๊กน้ำพริก"  ถ้าจะพูดว่า ในความคิดของผม น้ำพริกกะปิฝีมือของแม่ผม "อร่อยที่สุดในโลก" ก็คงจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดสำหรับผมอยู่ดีนั่นแหละ

หลายครั้งที่ชีวิตของผม ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงาน หรือแม้แต่เรื่องความรัก บ้านของผมคือสถานที่ๆเดียวที่ผมได้กำลังใจแบบไร้สารเจือปน มันเป็นคำพูด ที่แสดงถึงความปรารถนาดีจริงๆ ไม่ว่าจะออกมาจากปากของคนที่เป็น พ่อ แม่ พี่ หรือ น้อง หากความเป็นจริงแล้วคำพูดเหล่านั้นจะไม่ได้ทำให้ปัญหาต่างๆคลี่คลายลงเลยก็ตาม  ผมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า คำพูดเหล่านั้น มันทำให้ผมรู้สึกถึงความอบอุ่นและสร้างความสุขให้ผมอย่างประหลาด หรืออาจจะเป็นเพราะบ้านคือสถานที่ๆเดียวที่ผมไม่ต้องระแวงระวังว่าจะมีภัยใดๆเคลือบแฝงมากับคำพูดเหล่านั้นก็เป็นไปได้

เรื่องเก่าบางเรื่องของผมที่หยิบยกมาเล่านี้ ก็เพราะเรื่องราวเรื่องนั้นมันเป็นความทรงจำที่สุดวิเศษ ผมคิดว่าไม่เฉพาะแต่ผมเท่านั้น ที่มีความทรงจำดีๆเช่นนี้กับคนในบ้าน แม้ว่าบ้านที่ผม หรือที่คุณๆจะอาศัยอยู่อาจเป็นแค่เพียงหลังเล็กๆ บางบ้านอาจจะเป็นแค่กระท่อมน้อยๆ หลังคามุงจากด้วยซ้ำไป แต่บ้านก็ยังเป็นบ้านที่สามารถสร้างความสุขให้กับเราเหมือนลอยอยู่ในวิมานชั้นฟ้า...



บ้าน...จึงไม่ใช่สิ่งไร้ชีวิต...เป็นแค่เพียงที่หลบแดด หลบฝน หรืออาศัยพักผ่อนนอนหลับไปวันๆเท่านั้น...แต่บ้านคือ ที่เก็บความรัก ความปรารถนาดี ความอบอุ่น และอีกมากมาย แบบไม่มีประมาณ... บ้านสามารถดูดซับเอาความทุกข์ของผู้ที่เป็นสมาชิกในบ้านไปทิ้ง แล้วเติมความสุข เข้ามาแทนที่...เพราะคำว่าบ้านมันไม่ได้สะกดว่า..." บ - ้ า - น "...หากแต่คำสะกดที่ถูกต้องมันควรจะเป็น "พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลาน เหลน"...เพราะบ้านมันแปลว่า...ครอบครัวของเรา...!!!

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story




บ่องตง!!!...ตรูกลัวเครื่องบินอ่ะ...^-0-^

เครื่องบินตก!!!...เมื่อวานนี้ช่วงสายๆ...วันอาทิตย์ที่ 28 ธันวาคม 2557 ได้มีโอกาสนั่งดูซีรี่เกาหลีเรื่องหนึ่ง กำลังบิ้วอารมณ์ให้อินไปกับบทบาทของพระเอกนางเอกในจอ...รู้สึกฟินอยู่ดีๆ...ภาพในจอทีวีก็ตัดฉับ...มีป้ายขึ้นว่า...ข่าวด่วน...ง่ะ!!!...ตอนนั้นนึกในใจ...อะไรอีกว๊า... แค่เพียงอึดใจเล็กๆก็มีผู้ประกาศข่าวผู้ชายโผล่หน้าหล่อๆออกมาบอกโดยสรุปใจความได้ว่า เครื่องบินของสายการบินหนึ่ง การพูดคุยสื่อสารระหว่าง หอบังคับการบิน กับนักบิน..."ขาดการติดต่อ"...การประกาศออกมาแบบนี้ คนฟังเช่นผมก็คิดเลยไปไกลแล้วว่า...คงตกแน่ๆ ตอนนั้นรู้สึกเซ็งในอารมณ์พอสมควร สงสารผู้โดยสารที่อยู่บนเครื่องบินเห็นว่าประมาณ 160 ชีวิต...ผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อย คิดแทนเขาต่างๆนานา แล้วสมองเจ้ากรรมมันก็ดันสมมุติขึ้นมาว่า ถ้าเป็นเราไปอยู่บนเครื่องบินลำนั้น ถ้าเครื่องบินกำลังจะตก มันจะเป็นยังไงนะ สติสตังคงกระเจิงไปไหนต่อไหน พร้อมมั้ยที่จะตาย คงถามตัวเองวุ่นวายสับสนมากทีเดียว ในช่วงเวลาสั้นๆช่วงนั้น คงมีคำถามต่างๆผุดขึ้นในสมองมากมายนับไม่ถ้วน

แล้วอยู่ดีๆความจำในวัยเด็กมันก็แว่บเข้ามาในสมอง เรื่องเครื่องบิน...คุณพ่อของผมท่านทำงานอยู่ที่สายการบินหนึ่งในสมัยนั้น สายการบินที่ว่านี้คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี ผมมีโอกาสได้ไปเที่ยวเล่นภายในสถานที่แห่งนี้ปีละ 2-3 ครั้ง แล้วในวันนั้น ยังไงก็จำไม่ได้แล้ว คุณพ่อผมท่านก็พาผมขึ้นไปบนเครื่องบินโดยสารลำหนึ่งซึ่งจอดอยู่เฉยๆ...ก็รู้สึกตื่นเต้นบ้าง คงด้วยความที่เป็นเด็ก เพราะเด็กมักจะจินตนาการไปเรื่อยแบบหาขอบเขตไม่ได้ หลังจากเดินสำรวจ โน่นนี่นั่น จนเป็นที่พอใจแล้วก็กลับลงมาข้างล่าง และนั่นเป็นครั้งแรกจริงๆที่มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับเครื่องบินลำเป็นๆ แม้ว่ามันจะจอดอยู่เฉยๆก็ตาม

แล้วในวันหนึ่งการโดยสารเครื่องบินจริงๆก็มาถึง...ผมไม่รู้หรอกนะว่าคนอื่นจะรู้สึกเช่นไร กับการโดยสารเครื่องบินเป็นครั้งแรก...สำหรับตัวผมเองนั้น กลัว กังวล และไม่มีความสุข...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงกลัวการขึ้นเครื่องบินนักหนา...ครั้งนั้นมันจำเป็น จึงต้องไหลตามน้ำกับเขาไป ความรู้สึกตลอดการเดินทาง เมื่อลอยอยู่บนฟ้า...หลับตาไม่ลง...คิดบ้า คิดบอ ไปตามเรื่อง...แต่มันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยตลอดการเดินทาง ทั้งขาไป และขากลับ...การตกหลุมอากาศ แบบที่เคยฟังคนอื่นเขาเล่ากันว่าน่าตกใจ น่ากลัว ก็ไม่เห็นมี อาจจะรู้สึกถึงอาการสั่นของเครื่องบินบ้าง แต่ก็แค่เบาๆเท่านั้น



เครื่องบิน...คือการคมนาคมทางอากาศ และเขาก็ถือกันว่า...เป็นการคมนาคมที่มีความปลอดภัยที่สุด แต่ในทุกครั้งที่มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับเครื่องบินทีไร มันเหมือนกับเป็นการตอกย้ำให้คนขี้กลัวเครื่องบินเช่นผม มีความกลัวเพิ่มมากขึ้นไปอีก...ก็หวังว่าเครื่องบินที่ขาดการติดต่อลำนั้น คงจะอยู่รอดปลอดภัย ถึงแม้ว่าความหวังมันคงจะเหลือน้อยเต็มทน...ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองพวกเขาด้วยเถิด...!!!

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story