จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระพุทธเจ้า แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เป็นคนดี...แล้วได้อะไร?...!!!

               จะทำความดีสักอย่าง...บางครั้งมันก็ยากนะ...
               ยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อเจอคำถามว่า...
               "เป็นคนดีแล้วได้อะไร?"...
               ตอบยาก...เพราะไม่เคยได้อะไรจริงๆ...
               แต่ก็ยังศรัทธาที่จะทำต่อไป...!!!...
               ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะเหตุใด...
               เคยได้ยินหลายคนมักพูดเสมอว่า...
               "เดี๋ยวนี้ศาสนาเริ่มเสื่อมลง"...
               คนที่พูดนั้น...เข้าใจผิดไปมาก...
               ศาสนาไม่เคยเสื่อม...คนต่างหากที่เสื่อม...
               บุคคลที่ควรเชื่อที่สุดถ้าไม่ใช่ "พระพุทธเจ้า"...
               แล้วควรจะเป็นใครหรือ?...
               หากแม้ว่าเป็นคนดีแล้วไม่ได้อะไร...ยังดีกว่า..
               เป็นคน "จัญไร"...แล้วได้ดี ^^

http://dharmaishere.blogspot.com


วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะ...พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 6)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 5...

          ฝ่ายจูฬมาคันทิยะคิดว่า 'หลานสาวของเรา ไม่คู่ควรกับผู้ต่ำช้าเลย สมควรแก่พระราชาผู้เดียว'...จึงได้พานางมาคันทิยาไปที่เมืองโกสัมพี ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับทั้งปวง แล้วนำเข้าไปถวายแด่พระเจ้าอุเทน โดยกราบบังคมทูลว่า "ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม นางแก้วนี้สมควรแก่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท พระพุทธเจ้าข้า"...

เมื่อพระเจ้าอุเทนทอดพระเนตรเห็นนางมาคันทิยา ก็ทรงมีสิเนหาต่อนางอย่างมากล้น ได้อภิเษกนางมาคันทิยาให้เป็นอัครมเหสี และพระราชทานหญิง 500 คน ให้เป็นบริวาร...เป็นอันว่า พระเจ้าอุเทนได้มีพระอัครมเหสี 3 พระองค์ พร้อมทั้งนางสนม 1,500 คน เป็นบริวาร...

ในสมัยนั้น ณ เมืองโกสัมพี มีเศรษฐีอยู่ 3 คน คือ
          1. โฆษกเศรษฐี
          2. กุกกุฏเศรษฐี
          3. ปาวาริกเศรษฐี

เศรษฐีทั้ง 3 คนนั้น ได้เห็นดาบส 500 ตน มาจากป่าหิมพานต์ในเวลาจวนเข้าพรรษา เพื่อเที่ยวภิกขาจารไปในเมือง ก็เกิดความเลื่อมใส จึงนิมนต์ให้นั่งฉันแล้วขอปฏิญญา เพื่อให้ดาบสเหล่านั้นอยู่ในสำนักของตนตลอด 4 เดือน ตลอดฤดูฝน ครั้นดาบสเหล่านั้นให้ปฏิญญาแล้วก็จากไป...ฝ่ายดาบสทั้งหลายอยู่ในป่าหิมพานต์ตลอด 8 เดือนแล้ว จึงอยู่ในสำนักของเศรษฐีทั้ง 3 คน ตลอด 4 เดือน นับแต่นั้นมา...ต่อมาภายหลัง เมื่อดาบสเหล่านั้นออกจากป่าหิมพาานต์ในเวลาอื่น ได้เห็นต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งในแดนอรัญ จึงพากันนั่งที่โคนต้นไทรนั้น บรรดาดาบสเหล่านั้น ดาบสผู้เป็นหัวหน้าคิดว่า 'รุกขเทวดา ผู้สิงที่ต้นไม้นี้ จะมิใช่รุกขเทวดาผู้ต่ำศักดิ์ แต่จะเป็น 'เทวราชผู้มีศักดิ์ใหญ่'...อยู่ที่ต้นไทรใหญ่นี้เป็นแน่ ขอรุกขเทวดานี้จงให้น้ำดื่มแก่หมู่ฤาษีเถิด'...เมื่อนั้นรุกขเทวดาก็ได้ถวายน้ำดื่มแก่ดาบส

เมื่อดาบสนั้นได้คิดถึงอาบน้ำ รุกขเทวดานั้นได้ถวายน้ำอาบ เมื่อดาบสคิดถึงอาหาร รุกขเทวดาก็ได้ถวายอาหาร ดาบสได้คิดต่อไปว่า 'เทวราชนี้ได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดแล้ว ขอให้เราได้เห็นเทวราชนั้นเถิด'...เมื่อนั้นรุกขเทวดาจึงชำแรกต้นไม้ออกมาแสดงตนให้เห็น ดาบสทั้งหลายถามรุกขเทวดานั้นว่า "ท่านเทวราช ท่านมีสมบัติมาก สมบัตินี้ท่านได้มา เพราะกระทำอย่างไรไว้?"...
รุกขเทวดากล่าวตอบว่า "ขอท่านอย่าซักถามเลย พระคุณเจ้า"...
ดาบสเหล่านั้นกล่าวอ้อนวอนว่า "ท่านเทวราช จงบอกมาเถิด"...
รุกขเทวดานั้นมีความละอายไม่กล้าบอก เพราะตนได้กระทำบุญเอาไว้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดาบสเหล่านั้นอ้อนวอนถามซ้ำ รุกขเทวดาจึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นขอท่านทั้งหลายจงฟัง"...แล้วได้เล่าเรื่องให้ฟังว่า...ในกาลก่อน รุกขเทวดานั้นเดิมเป็นคนเข็ญใจคนหนึ่ง ซึ่งแสวงหาการงานเพื่อรับจ้าง และได้ไปทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ในสำนักท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี อาศัยท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเลี้ยงชีวิต...ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อถึงวันอุโบสถ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีมาจากวิหารแล้วถามว่า "ในวันนี้ ใครได้บอกแก่ลูกจ้างว่าเป็นวันอุโบสถ แล้วหรือ?"...บุคคลทั้งหลายเรียนตอบว่า "ข้าแต่นาย! ยังไม่มีใครบอกเลย ขอรับ"...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงบอกว่า "ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงหุงอาหารเย็นไว้ให้เขา!"...

บุคคลเหล่านั้นได้ใช้ข้าวสาร 1 กอบ หุงข้าวสุกไว้ให้แก่ลูกจ้าง...ในวันนั้น ลูกจ้างทำงานอยู่ในป่าตลอดทั้งวัน เมื่อเขากลับมาบ้านในเวลาเย็น พอมีผู้คดข้าวให้ก็ยังไม่บริโภคทีเดียวด้วยถือว่าตนหิว แต่คิดทบทวนว่า 'ในวันอื่นๆ ความโกลาหลอลม่านใหญ่ย่อมมีในเรือนนี้ว่า 'ขอท่านจงให้ข้าว...ขอท่านจงให้แกง...ขอท่านจงให้กับ...'  มาวันนี้บุคคลทั้งปวงนอนเงียบเสียง มีผู้กระทำอาหารให้เราคนเดียวเท่านั้น นี่เป็นเพราะเหตุใดหนอ?'...จึงถามว่า "บุคคลอื่นๆ บริโภคกันหมดแล้วหรือ?"...

บุคคลทั้งหลายตอบว่า "บุคคลอื่นๆ ไม่บริโภค พ่อคุณ!"...
ลูกจ้างถามว่า "เพราะเหตุใด?"...
บุคคลทั้งหลายกล่าวชี้แจงว่า "ในเรือนนี้ เขาไม่หุงอาหารเวลาเย็นในวันอุโบสถ ทุกคนเป็นผู้รักษาอุโบสถ! โดยที่สุดแม้แต่เด็กที่ยังดื่มนม ท่านมหาเศรษฐีให้บ้วนปาก ให้ใส่มธุรส 4 อย่าง ได้แก่ น้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำตาลโตนด เข้าในปาก แล้วให้รักษาอุโบสถ เมื่อประทีปน้ำมันหอมลุกสว่างอยู่ พวกเด็กทั้งเล็กและใหญ่ได้เข้าไปยังที่นอน แล้วสาธยายอาการ 32 เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เป็นต้น แต่พวกเราลืมบอกวันอุโบสถแก่ท่าน! เพราะเหตุนั้น พวกเราจึงหุงข้าวไว้เพื่อท่านเพียงคนเดียว ท่านจงรับประทานอาหารนั้นเถิด"...

ลูกจ้างถามว่า "หากข้าพเจ้าจักรักษาอุโบสถในบัดนี้ ย่อมสมควร ข้าพเจ้าก็จักรักษาบ้าง!"...
บุคคลทั้งหลายตอบว่า "เรื่องนี้...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีย่อมรู้ได้ดี"...
ลูกจ้างกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น ขอพวกท่านกรุณาเรียนถามท่านเศรษฐีดูทีเถิด!"...
ครั้นบุคคลเหล่านั้นไปเรียนถามท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีแล้ว ท่านเศรษฐีกล่าวอธิบายว่า "ชายนั้นไม่บริโภคอาหารในบัดนี้ บ้วนปากแล้วอธิษฐานองค์อุโบสถทั้งสิ้น 8 ข้อ ก็จะเป็นอุโบสถกรรมครึ่งหนึ่ง"...
ฝ่ายลูกจ้างได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้กระทำตามคำแนะนำของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมื่อเขาหิวโหยมากเพราะได้กระทำงานมาตลอดทั้งวัน ลมก็ได้กำเริบขึ้นในร่างกายของเขา เขาใช้เชือกพันท้อง จับที่ปลายเชือกแล้วกลิ้งเกลือกไปมาอยู่...ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว จึงใช้ให้คนถือมธุรส 4 อย่าง มีคนถือคบไฟไปหาลูกจ้างถามว่า "เป็นอย่างไรบ้าง พ่อคุณ?"...
ลูกจ้างเรียนตอบว่า "ข้าแต่นาย ลมกำเริบมาก ขอรับ"...
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีจึงบอกว่า "ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงลุกขึ้นกินยานี้"...
ลูกจ้างเรียนถามว่า "ข้าแต่นาย...ยานี้ท่านทั้งหลายรับประทานแล้วหรือ ขอรับ?"...
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีตอบว่า "พวกเราไม่ได้เป็นอะไร...เจ้าจงกินเถิด"...
ลูกจ้างไม่ยอมกระทำตามคำของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี โดยเรียนว่า "ข้าแต่นาย...เมื่อข้าพเจ้ากระทำอุโบสถกรรม ก็ไม่สามารถกระทำให้เต็มบริบูรณ์ได้ อุโบสถกรรมเพียงครึ่งหนึ่งของข้าพเจ้า อย่าได้เป็นของขาดวิ่นไปเลย!"...
แม้ท่านเศรษฐีกล่าวว่า "เจ้าอย่าทำอย่างนี้...ลูกเอ๋ย"...เขาก็ไม่ยอมกินยา
พอรุ่งสว่างลูกจ้างก็ทำกาลกิริยา คือ ตาย เปรียบเหมือนกับดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งไปแล้วฉะนั้น แล้วเขาได้ไปเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ที่ต้นไทรนั้น...เมื่อรุกขเทวดาได้เล่าเรื่องนี้แล้ว จึงกล่าวว่า "ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เป็นผู้ศรัทธาในพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นของเรา ส่วนสมบัตินั้น ข้าพเจ้าได้มาด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาอุโบสถกรรมครึ่งหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าได้กระทำโดยอาศัยท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี"...ดาบส 500 ตน เมื่อได้ฟังคำว่า "พระพุทธเจ้า"...จึงลุกขึ้นประคองอัญชลีไปทางรุกขเทวดา แล้วถามว่า "ท่านพูดว่า...พระพุทธเจ้า หรือ?"...เรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป โปรดติตามในตอนที่ 7..!!!



ผู้ใดมีธรรมะภายในใจ ผู้นั้นย่อมมีธรรมรักษา : ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะ...พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 5)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 4...
          นางพราหมณีได้นึกถึงมนต์ดูลักษณะ พิจารณาดูลักษณะแห่งรอยพระบาท เพราะความที่ตนเป็นผู้ชำนาญในวิชาไตรเพท พร้อมทั้งมนต์สำหรับทายลักษณะ จึงกล่าวต่อผู้เป็นสามีว่า "ท่านพราหมณ์...รอยเท้านี้มิใช่รอยเท้าของผู้เสพกามคุณ 5 ( รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส )"...ว่าดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถา คือ คำประพันธ์ประเภทร้อยกรองในภาษาบาลีว่า...

          "คนเจ้าราคะ พึงมีรอยเส้ากระหย่งกลาง (เว้ากลาง)
            คนเจ้าโทสะ มีรอยเท้าหนักส้น
            คนเจ้าโมหะ มีรอยเท้าจิกลง (หนักทางปลายนิ้วเท้า)
            คนมีกิเลสเครื่องมุงบังอันเปิดแล้ว มีรอยเท้าเช่นนี้"

เมื่อนั้นมาคันทิยพราหมณ์จึงกล่าวกับนางพราหมณ๊ว่า "นี่แน่ะเธอ!...เธอเห็นมนต์เหมือนกับเห็นจระเข้ในตุ่มน้ำ เหมือนกับโจรอยู่ท่ามกลางเรือน เธอจงนิ่งเสียเถิด!"...
นางพราหมณีจึงกล่าวว่า "ท่านพราหมณ์!...ท่านต้องการจะพูดคำใดก็จงพูดคำนั้น แต่รอยเท้านี้ของผู้เสพกามคุณ 5"...เมื่อมาคันทิยพราหมณ์เหลียวไปเห็นพระบรมศาสดา จึงบอกว่า "นี้คือบุรุษผู้นั้น!"...และได้กล่าวต่อพระบรมศาสดาว่า "ท่านสมณะ...ข้าพเจ้าขอยกลูกสาวให้ท่านเลี้ยง"...

พระบรมศาสดามิได้ตรัสตอบว่า "เรามีความต้องการธิดาของท่าน" หรือ "ไม่มีความต้องการ" หากแต่ตรัสว่า "ดูก่อนพราหมณ์!...ตถาคตจะเล่าเหตุการณ์อย่างหนึ่งให้ฟัง..." มาคันทิยพราหมณ์ตอบว่า "จงเล่าเถิด...ท่านสมณะ"...พระบรมศาสดาจึงทรงเล่าเรื่องที่มารติดตามพระองค์ ตั้งแต่เสด็จออกผนวช จนกระทั่งถึงที่ประทับกายใต้ต้นอชปาลนิโครธ และเรื่องธิดามารทั้งหลายผู้รับอาสามาประเล้าประโลมพระองค์ เพื่อดับความเศร้าโศกของพระยามารนั้น ผู้มีความกระวนกระวายด้วยความโศกาอาดูรอยู่ว่า "บัดนี้...พระสิทธัตถะได้ล่วงวิสัยของเราไปแล้ว!"...โดยธิดามารเหล่านั้นประกอบขึ้นด้วย เพศนางกุมารีเป็นต้น แล้วตรัสพระคาถาธรรมะ ดังนี้...



          "เรามิได้มีแม้ความพอใจในเมถุน เพราะเห็นนางตัณหา นางอรดีและนางราคา  ไฉนเล่า...จะมีความพอใจเพราะเห็นธิดาของท่านนี้ ที่เต็มไปด้วยน้ำมูตร และอุจจาระ เร้าไม่ปรารถนาจะถูกต้องธิดาของท่านแม้ด้วยเท้า!"...ในเวลาที่พระบรมศาสดาตรัสพระคาถาจบ มาคันทิยพราหมณ์ และนางพราหมณี ได้สำเร็จพระอนาคามีผล  ฝ่ายนางมาคันทิยา ผู้เป็นลูกสาว ได้ผูกอาฆาตพระบรมศาสดาว่า "หากสมณะนี้ไม่มีความต้องการเรา ก็ควรบอกว่า "เราไม่ต้องการ" แต่สมณะนี้ได้ตำหนิเราว่า "เป็นผู้เต็มไปด้วยน้ำมูตรและอุจจาระ"...เอาเถอะ!...ถ้าเราได้ภัสดาที่สมควรเพราะอาศัยชาติ ตระกูล ประเทศ โภคทรัพย์ ยศและวัยของเราแล้ว เราจะแก้แค้นพระสมณะโคดมให้ได้!...มีคำตอบว่า พระบรมศาสดาทรงทราบดี!...มีคำถามว่า เมื่อพระพุทธองค์ทรงทราบ เหตุไฉนจึงตรัสอย่างนั้น?...เหตุที่พระพุทธองค์ทรงตรัสอย่างนั้น เพื่อจะโปรดมาคันทิยพราหมณ์และนางพราหมณี...

ธรรมดาพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ไม่ทรงคำนึงถึงความผูกอาฆาต ย่อมแสดงธรรมะ ตามอำนาจของบุคคล ผู้ควรแก่การสำเร็จมรรคผลเท่านั้น...มาคันทิยพราหมณ์และนางพราหมณี ผู้เป็นบิดา มารดาของนางมาคันทิยา ได้นำนางมาคันทิยาไปฝากไว้กับจูฬมาคันทิยะผู้เป็นน้องชาย ที่มีศักดิ์เป็นอาของนางมาคันทิยา  จากนั้นมาคันทิยพราหมณ์และนางพราหมณี ได้พากันไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และได้บรรพชา แล้วได้บรรลุพระอรหัตผล คือ ความเป็นผู้ไกลจากข้าศึก หรือ กิเลส เป็น พระอรหันต์ทั้ง 2 คน...เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปเช่นไร โปรดติดตามในตอนที่ 6...!!
ผู้ใดมีธรรมะภายในใจ ผู้นั้นย่อมมีธรรมรักษา : ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน...!!! (ตอนที่ 2)

เล่าความคิดที่ค้างใจ :

          เมื่อ 3 วันที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ มีเรื่องข้องใจอยู่เรื่องหนึ่ง คือปีนี้เป็นปีที่พระบรมราชินีทรงมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา ได้บอกให้ อาจารย์พรนุช คืนคงดี ซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา (ในขณะนั้น) บอกบุญเพื่อนและญาติผู้ใหญ่ เพื่อรวบรวมเงินถวายโดยเสด็จพระราชกุศล จัดเป็นปีแรกและให้ทำทุกๆปี ไปจนกว่าจะไม่มีใครร่วมมือ และหมดกำลังทรัพย์ อาจารย์พรนุช จัดหาได้ 2 แสนบาท จึงบอกให้ถวายพระเจ้าอยู่หัว 1 แสนบาท พระราชินีอีก 1 แสนบาท นอกจากนั้นคณะวิมาลา ยังไม่ทราบว่ากี่คน กำลังชักชวนกันจัดหาเงินถวาย และปีต่อไปคิดจะบอกบุญเป็นรายเดือน คนละมากน้อยตามที่จะหาได้ เมื่อถึงวันที่ 12 สิงหาคม ก็ถวายทั้ง 2 พระองค์ ถ้าใครจะเข้าไปถวายเองขอให้รวบรวมเงินของตนเอง หรือเพื่อนก็ตาม 1 หมื่นบาทขึ้นไป ส่วนรายละเล็กละน้อยแต่บ่อยๆ ก็มาก ให้จัดผู้แทนเข้าทูลเกล้าถวาย...

ข้อข้องใจ...ต่อไปก็เล่าข้อข้องใจถวายพระท่านว่า เงินทั้งหมดนี้ถวายตามอัธยาศัย แต่บังเอิญท่านนำไปเลี้ยงลูกปลา แล้วนำไปปล่อยเพื่อเป็นอาหารของคน ผู้ถวายจะพลอยมีบาปไปด้วยหรือไม่?...ท่านฟังแล้วท่านก็ยิ้ม แล้วทรงตรัสว่า ฉันคิดว่าฤาษีเป็นครูอาจารย์คน จะฉลาดหลักแหลม แหม...ในที่สุดก็โง่ดักดานตามปกติ...ฟังแล้วชื่นใจ เพราะโง่จริงๆ เมื่อจะสอนศิษย์ครั้งไรต้องขึ้นไปถามท่านทุกครั้ง ว่าจะสอนอย่างไรดี เมื่อท่านบอกมายังไงก็สอนตามนั้น ไม่อวดตัวเป็นนักปราชญ์เกินครูแนะนำ...ท่านตรัสว่า เมื่อยอมรับว่าโง่ ฉันจะบอกให้ฟัง และจำให้ดีนะ...

1.การถวายโดยเสด็จพระราชกุศลทั้ง 2 พระองค์ ท่านเอาไปช่วยคนทั้งชาติ ไม่เฉพาะคนใดคนหนึ่งเป็น สังฆทาน คำว่า สังฆะ แปลว่า หมู่ คือคนมาก เมื่อคนมีกินมีใช้ เขาก็นำอาหารมาถวายพระ มีเงินมากพอควรก็เอาเงินมาถวายพระ จากผลที่เราช่วย อย่างนี้เป็น สังฆทานใหญ่ คือช่วยคนทั้งประเทศ และถวายพระทั้งประเทศ ทำให้มีบารมีเข้าถึงพระนิพพานเต็มง่ายเข้า
2.เรื่องปล่อยปลา เลี้ยงปลาเป็น มหากุศล เพราะช่วยเลี้ยงให้เขาเติบโตขึ้นมา และปล่อยให้เป็นอิสรภาพ เมื่อปลาเป็นอิสรภาพเพราะการถูกปล่อย ปลาก็มีความสุข เราผู้มีส่วนในการปล่อยปลา เราก็จะมีอิสระจากอบายภูมิ คือ ไม่ลงนรก 




ส่วนเรื่องปลาที่ถูกคนจับไปกินนั้น คนที่จับไม่ได้ขออนุญาตจากเรา เขาจับเอง เขาก็บาป ไปตามกรรมของเขา เราไม่พลอยบาป ปลาที่ถูกจับนั้นไม่ใช่ทุกตัวที่ปล่อย เมื่อสัตว์ตัวใดถูกกรรมเก่าบังคับ ก็ถูกจับไป แต่ปลาที่ปลอดภัยจากการถูกจับ มีมากกว่ามากมาย จงจำไว้ ว่าทำตามที่คิดนั้นดีแล้ว ไม่มีบาป จงเลิกโง่ต่อไป....เมื่อฟังท่านพูดจบก็ตื่นจากหลับพอดี เวลา 10.30 น.

ที่มา : จากหนังสือ "รวมคำสอน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน"

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story



..

          
          

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558

เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน...!!! (ตอนที่ 1)

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2535 เวลาประมาณ 7.30 น. เซ็นหนังสือที่จำเป็นต้องเซ็นแล้ว ต่อเมื่อเวลาประมาณ 8.00 น. ก็เอนกายลงนอนด้วยเพราะตอนนั้นกำลังป่วย เมื่อนอนก็ภาวนาบ้าง พิจารณาบ้างตามอารมณ์ของฤาษีชีไพร ประเดี๋ยวเดียวจิตก็สงบ แล้วก็หลับ ตอนฝันตอนนั้นมีความรู้สึกว่าออกจากร่างที่นอนเพื่อจะไปเทวสภา แต่ก็มองเห็น ท่านพระยายม กับ ท่านนายบัญชีใหญ่ ยืนยิ้มอยู่ เสียงที่ท่านนายบัญชีถามว่า "จะไปไหนล่ะพ่อคุณ" ตอบท่านไปว่า จะไปเทวสภา พระยายมท่านถามว่า ไม่ขอบใจเทวดา นางฟ้า พรหม ที่ท่านมายืนอารักขาก่อนหรือ เมื่อฟังดังนั้นจึงมองดูรอบๆตัว เห็นพรหม เทวดา นางฟ้าทั้งหลาย ยืนยิ้มอยู่ ก็ยกมือพนมขอบใจท่านที่ช่วยอารักขา แล้วก็หันไปทางท่านนายบัญชีใหญ่ ถามท่านว่า มีอะไรจะบอกไหม ท่านบอกว่าไม่มี จึงขอลาท่านไปเทวสภา

เมื่อไปถึงเห็นเทวดา นางฟ้า พรหม ทั้งหมดทุกชั้นนั่งเต็มเทวสภา จึงนั่งที่แท่นด้านหน้าพนมมือกล่าวคำขอบคุณทุกท่านที่เมตตาช่วยเหลือทุกอย่าง แม้การเงินที่จะใช้จ่ายท่านก็ช่วยเหลือหามาให้ (การดลใจให้คนมาทำบุญ) เมื่อเราพนมมือ ท่านก็พนมมือเหมือนกัน หลังจากนั้นเห็นทั้งหมดก้มกราบแล้วมองไปทางด้านหลังของผู้เขียน จึงหันหลังตามไปดู เห็นพระท่านมานั่งที่แท่นสูงสำหรับเทศน์ จึงหันหน้าไปกราบท่าน หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงพระท่านเทศน์ ท่านเทศน์สั้นๆว่า...

"บรรดาเทวดา นางฟ้า และพรหมทั้งหลาย จงอย่าเพลิดเพลินในความเป็นทิพย์ จนลืมจุติ (ตาย) ภายในไม่ช้านัก ทุกท่านก็ต้องจุติ แล้วก็ไปเกิดตามผลของกรรม ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ ต่างก็มีบาปติดตัวกันคนละมากๆ ที่มาเกิดเป็นพรหม เทวดา นางฟ้า เพราะอาศัยบุญเล็กน้อย ที่ทำไว้ก่อนตายจากความเป็นมนุษย์ จิตนึกถึงบุญก่อนจึงมาสวรรค์ พรหมโลกได้ แต่จุติเมื่อไร บาปที่สั่งสมไว้ จะนำทุกท่านลงนรกเพื่อชำระหนี้บาปที่ทำไว้"

ท่านตรัสแล้วก็เอานิ้วชี้ลงต่ำ เห็นนรกมีไฟแดงฉาน สว่างรุ่งโรจน์ มีการลงโทษต่างๆน่าหวาดกลัว เมื่อมองไปที่พรหม เทวดา และนางฟ้าทุกองค์ เห็นมีภาพบาปมากมาย ชัดเจนแจ่มใส เมื่อมองดูตัวเอง ก็มีสภาพเหมือนกัน ชักเสียว พระท่านหันมาถามว่า ฤาษีมีบาปไหม...ก็กราบเรียนท่านไปว่า มีบาปมากกว่าพรหม เทวดา และนางฟ้าทั้งหมด ท่านถามว่ากลัวนรกไหม ก็กราบเรียนท่านว่า กลัวมาก ท่านยิ้มแล้วตรัสว่า ...."พรหม เทวดา นางฟ้าทั้งหมด ขณะนี้ทุกท่านอยู่ระหว่างกลางทางพระนิพพานแล้ว นับเริ่มต้นจากมนุษย์เป็นต้นทาง สวรรค์และพรหมอยู่กลางทาง พระนิพพานอยู่ไม่ห่าง ใกล้แค่นี้เอง" ท่านตรัสแล้วก็เอามือชี้ไปที่นิพพาน มองเห็นชัดเจนมาก วิมานไหนตั้งอยู่ตรงไหน พระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว มีความเป็นอยู่แสนสุขอย่างไร เห็นชัด รู้ชัด เห็นพระนิพพานเลยพรหมขึ้นไปไม่มากเลย ต่อจากนั้นท่านก็ตรัสเป็นทำนองเตือนว่า...

"ท่านทั้งหลาย การหลบหลีกไม่ต้องตกอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น เป็นของไม่ยาก...
1.ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตายอาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
2.เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้ (ความจริงใจ)
3.มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ...และ
4.เป็นกรณีพิเศษ ปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหมในชาติต่อๆไป ทุกท่านเห็นนิพพานแล้วตั้งใจไปพระนิพพานโดยเฉพาะ เท่านี้ทุกท่านจะหนีอบายภูมิพ้น และไปนิพพานได้ในที่สุด"


หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
yutjoke.blogspot.com


เป็นอันว่าท่านเทศน์เฉพาะ อารมณ์ของพระโสดาบัน และ ตัดอวิชชา  ช่างง่ายเหลือเกิน ในที่สุดท่านก็หันมาถามว่า...ว่ายังไงฤาษี หายหนักใจหรือยัง กราบเรียนท่านโดยตรง ว่ายัง ท่านถามว่ามีอะไรข้องใจ กราบเรียนท่านว่า เวลานี้ยังเป็นมนุษย์ และเป็นมนุษย์ที่สร้างบาปเอาไว้มาก มองดูภาพแล้วก็บาปหนาเหลือเกิน เกรงว่าจะไม่ได้ไปนิพพาน แม้สวรรค์ก็ไม่แน่ใจว่าจะมาได้ ท่านถามว่า เคยไปเที่ยวนิพพานทุกวันใช่ไหม กราบเรียนท่านว่า ใช่ ท่านยิ้ม ไม่ตรัสอะไร แต่ท่านหันมาถามว่า คิดอะไรค้างไว้ 3 วันแล้ว กราบเรียนท่านตามความจริงที่คิดว่า......เอาไว้รออ่านตอนที่ 2 นะครับ

ที่มา : จากหนังสือ "รวมคำสอน หลวงพ่อพระราชพรหมยาน"

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story




วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หนีนรก!...กันเถอะ ด้วยการเป็น "พระโสดาบัน"

คงเคยได้ยินกันมาบ้างทั้งที่ตั้งใจจะได้ยิน และการได้ยินในแบบผ่านๆ มีคนจำนวนมากมายที่ยังคงสับสนระหว่างคำว่า "โสดาบัน" กับ "อรหันต์" แม้แต่ผู้เขียนเองในเมื่อครั้งหนึ่งก็ยังเคย แต่จากการค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการอ่าน การฟัง ก็เลยทำให้เข้าใจและสามารถแยกแยะออกถึงระดับความเป็น "อริยบุคคล" ได้...คำว่า อริยบุคคล แปลว่า บุคคลผู้ประเสริฐ หรือเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ นั่นหมายความว่าบุคคลผู้ใดที่ก้าวเข้าถึง ความเป็น อริยะ คือบุคคลนั้นนับจากนี้เป็นต้นไปจะไม่มีวันที่จะตกนรกอีกแล้ว

คน...เกิดมาเพราะบุญเก่าเกื้อหนุนจึงสามารถเกิดเป็นคนได้ และเมื่อมีโอกาสที่ดีเช่นนี้แล้วจึงควรเร่งสร้างบารมีต่อไปเพื่อก้าวให้หลุดพ้นจากการที่ต้อง เวียน ว่าย ตาย เกิด ไม่รู้จักจบจักสิ้น สำหรับการที่จะหยุดภพชาติให้ได้นั้น คนเราทุกคนต้องกระทำให้จิตของตน ๆ นั้น หยั่งถึงความเป็นอริยบุคคลเสียก่อน ดังนั้นผู้เขียนจึงขอสรุประดับขั้นของความเป็นอริยบุคคลเพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้น แล้วไปต่อยอดความอยากรู้ด้วยการค้นคว้าหารายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

อริยบุคคล แบ่งตามประเภทบุคคล ได้ทั้งหมด 4 ประเภท

1.อริยบุคคลระดับต้น เรียกว่า "พระโสดาบัน"
2.อริยบุคคลระดับที่ 2 เรียกว่า "พระสกิทาคามี"
3.อริยบุคคลระดับที่ 3 เรียกว่า "พระอนาคามี"
4.อริยบุคคลระดับสูงสุด เรียกว่า "พระอรหันต์"

สำหรับบทความนี้ ผู้เขียนต้องการเชิญชวนผู้ที่สนใจการหนีนรกด้วยการก้าวไปให้ถึงการเป็น "พระโสดาบัน" ซึ่งเป็น อริยบุคคลระดับต้น คงน่าจะเหมาะสมด้วยประการทั้งปวงกับ ฆราวาส เช่นเราๆทั้งหลาย ดังนั้นเราจึงควรมารู้จักกันเสียก่อนว่า รูปร่างหน้าตา หรือ การประพฤติปฏิบัติเพื่อก้าวไปให้ถึง พระโสดาบันต้องทำอย่างไรบ้าง







พระโสดาบันมีปัญญาเพียงเล็กน้อย ระลึกรู้แค่ว่าวันหนึ่งจะต้องตายเท่านั้น ยังไม่สามารถจะจำแนกแยกร่างกาย ว่าไม่ใช่เรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา เพราะพระโสดาบันยังมีความรู้สึกว่าร่างกายเป็นเราเป็นของเรา แต่ทว่ามีความรู้สึกที่ว่าสิ่งทั้งหลายที่เป็นเรา เป็นของเรานี้ เมื่อตายแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาครอบครอง หรือว่า แม้ยังไม่ตาย สักวันหนึ่งข้างหน้ามันก็ต้องสลายตัวไปอยู่ดี

พระโสดาบัน ไม่สงสัยในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น ศีล ทั้ง 5 ข้อ พระโสดาบันจะไม่กระทำการใดอันละเมิดต่อศีลทั้ง 5 ข้อนี้เด็ดขาด แม้จะต้องแลกด้วยชีวิต และพระโสดาบันยังมีความเคารพและเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนตรัยอย่างหนักแน่นไม่เปลี่ยนแปลง 

บุคคลใคที่พึงจะก้าวเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน ตามที่ผู้เขียนได้ค้นคว้าและจดจำจากคำสอนของพระอริยสงฆ์ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ได้ความว่า จะต้องทรงพรหมวิหาร 4 ให้ได้เป็นปกติ เมื่อจิตทรงอยู่ใน พรหมวิหาร 4 อย่างเป็นปกติแล้ว ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ศีลนั้นบริสุทธิ์ไปด้วย เพราะการเจริญพรหมวิหาร 4 ทำให้ระงับโทสะ และพยาบาท ทำให้โทสะ และพยาบาท คลายตัว นอกจากนี้ก็ยังทำให้เป็นคนใจดี พอใจในการให้ทาน แล้วก็ทานตัวนี้แหละที่จะเป็นปัจจัยในการตัดโลภะ คือ ความโลภ เพื่อให้จิตใจของท่านที่กำลังจะก้าวถึง หรือถึงแล้วซึ่งความเป็น พระโสดาบัน มีอารมณ์จิตที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีคววามโลภในการปรารถนาที่จะไปยื้อแย่งเขา พอใจในการหาทรัพย์ได้ด้วยสัมมาอาชีวะ

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ผู้เขียนขอสรุปสั้นๆ เพื่อเป็นการปิดท้ายของบทความนี้ว่า...ความสำคัญของบุคคลใดๆที่ปรารถนาจะหนีนรกให้ได้เป็นการถาวร สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ที่การรักษาศีลทั้ง 5 ข้อ ให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ขาดทะลุเป็นรูโหว่ เพราะความสำคัญของพระโสดาบัน คือ ศีลต้องมั่น ในแบบที่ว่า...ยอมตาย ดีกว่าศีลขาด...นั่นแล !!!!...สวัสดี...

บทความจาก :