จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามาวดี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามาวดี แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะ...พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 4)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 3...
ราชบุรุษกราบบังคมทูลว่า "พวกหญิงเหล่านี้ ไม่ได้เป็นสนมของใครพระพุทธเจ้าข้า"
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสถามอีกว่า "ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นลูกสาวของใครเล่า?"...
ราชบุรุษกราบบังคมทูลว่า "เธอเป็นลูกสาวของโฆษกเศรษฐี มีชื่อว่า สามาวดี พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทน เมื่อทอดพระเนตรเห็นนางสามาวดี ก็ทรงเกิดความสิเนหา จึงมีพระราชโองการให้ส่งพระราชสาสน์ไปถึงโฆษกเศรษฐีว่า "ขอท่านเศรษฐีจงส่งธิดามาให้แก่เรา"...
โฆษกเศรษฐีกราบบังคมทูลปฏิเสธว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถ ส่งธิดาให้กับพระองค์ได้ เนื่องจากข้าพระพุทธเจ้ามีธิดาเพียงคนเดียว พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสว่า "ขอท่านเศรษฐีอย่าปฏิเสธเลย ท่านเศรษฐีจงส่งธิดาให้เรา!"...
โฆษกเศรษฐีกราบบังคมทูลปฏิเสธอีกว่า "พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นคฤหบดี...ถวายไม่ได้ เพราะกลัวพวกกุมารีจะทุบตี และเบียดเบียนฉุดคร่าธิดาของข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทนจึงมีพระราชโองการ ให้ตีตราบ้านของโฆษกเศรษฐีไว้ อีกทั้งให้จับโฆษกเศรษฐีและภรรยามัดมือ จากนั้นนำคนทั้ง 2 ออกไปไว้นอกบ้าน ไม่สามารถเข้าบ้านได้...ฝ่ายนางสามาวดี กลับจากอาบน้ำมาถึงบ้าน ไม่สามารถเข้าบ้านได้ จึงถามว่า "คุณพ่อคะ นี่เกิดอะไรขึ้น เจ้าคะ?"...
โฆษกเศรษฐีตอบว่า "นี่แน่ะ สามาวดี ลูกรัก! พระราชาได้ทรงส่งพระราชสาสน์มาเพื่อทรงขอลูก เมื่อพ่อตอบไปว่า 'ถวายไม่ได้' จึงมีพระราชโองการให้ตีตราบ้าน และให้จับพวกเรามัดมือไว้ภายนอกบ้าน"...
นางสามาวดีจึงกล่าวว่า "คุณพ่อคะ คุณพ่อกระทำผิดมากทีเดียว เมื่อพระราชาส่งราชสาสน์มาถึงแล้ว ไม่ควรปฏิเสธว่า 'ถวายไม่ได้' แต่ควรกราบบังคมทูลตอบว่า 'ถ้าใต่ฝ่าละอองธุลีพระบาท จะทรงรับธิดาของข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบริวาร ก็ยินดีจะถวาย' สิคะคุณพ่อ!"...
โฆษกเศรษฐีกล่าวว่า "ดีแล้ว! สามาวดี ลูกรัก เมื่อลูกพอใจ พ่อก็จะกระทำตามอย่างที่ลูกกล่าวแนะนำ"...จากนั้นจึงตอบสาสน์ไปถวายพระราชาตามคำของนางสามาวดี
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสว่า "ดีแล้ว!"...จากนั้นนำนางสามาวดีมาพร้อมทั้งหญิงบริวาร ทรงอภิเษกตั้งนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี และประทับอยู่บนปราสาทหลังหนึ่ง...ส่วนหญิงบริวารทั้งหมด ได้เป็นบริวารของนางสามาวดี...

พระเจ้าอุเทนยังมีพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระนามว่า "พระนางมาคันทิยา" ดังมีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ธรรมบท แห่งอัปปมาทวรรค เรื่องพระนางสามาวดี และในอรรถกถาคัมภีร์มโนรถปูรณี ดังนี้...

พระนางมาคันทิยา เดิมทีเป็นลูกสาวของพราหมณ์ชื่อ "มาคันทิยะ" ในแค้นกุรุ แม้มารดาของนางก็ชื่อ "มาคันทิยา" เช่นเดียวกัน นางมาคันทิยา เป็นหญิงมีรูปร่างสวยงามประหนึ่งนางเทพอัปสร บิดาของนางมาคันทิยา หาบุรุษผู้จะเป็นสามีที่คู่ควรกับลูกสาวของตนไม่ได้ แม้จะมีคระกูลใหญ่มาสู่ขอ ก็ปฏิเสธว่า "พวกท่านมิคู่ควรกับลูกสาวของเรา"...แล้วไล่ตะเพิดส่งไป

วันหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอนาคามีผล (ผลของท่านผู้ไม่กลับมาเกิดอีก เป็นพระอริยผล ชั้นที่ 3 ใน 4 ชั้น)...ของมาคันทิยพราหมณ์และภรรยา พระองค์จึงทรงถือบาตรพร้อมทั้งจีวร เสด็จไปยังสถานที่บูชาไฟ ซึ่งอยู่ภายนอกบ้านของมาคันทิยพราหมณ์...เมื่อมาคันทิยพราหมณ์ แลเห็นพระวรกายอันเลิสด้วยความงามของพระบรมศาสดา จึงคิดว่า "ในโลกนี้ มิมีบุรุษอื่นที่เสมอด้วยบุรุษนี้ ที่คู่ควรกับลูกสาวเรา เราจะยกลูกสาวให้กับบุรุษผู้นี้ เพื่อประโยชน์ที่จะเลี้ยงดูกัน"...แล้วจึงกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ข้าพเจ้ายังมิเห็นชายใดที่คู่ควรกับนาง...ตลอดกาลนานเท่านี้ ท่านเป็นผู้ที่คู่ควรกับนาง และนางก็เป็นผู้ที่คู่ควรกับท่าน ขอท่านจงยืนรออยู่ที่นี่จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา"...



พระบรมศาสดามิได้ตรัสว่าอย่างไร ได้แต่ทรงนิ่งเฉยอยู่...มาคันทิยพราหมณ์รีบกลับไปบ้านโดยเร็ว บอกภรรยาด้วยความดีใจว่า "นี่เธอ! ฉันได้เห็นบุรุษผู้ที่คู่ควรกับลูกสาวของเราแล้ว! เธอจงแต่งตัวให้ลูกสาวโดยเร็ว!"...เมื่อภรรยาแต่งตัวให้ลูกสาวเรียบร้อยแล้ว มาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยาได้พาลูกสาวไปหาพระบรมศาสดา...ชาวเมืองร่ำลือกันทั่วไปว่า "มาคันทิยพราหมณ์ ไม่ยกลูกสาวให้แก่ใครๆ โดยกล่าวอ้างมานานแล้วว่า 'มิมีชายใดที่คู่ควรกับลูกสาวของตน' แต่มาบัดนี้ทราบข่าวว่า พราหมณ์ได้พบ 'บุรุษที่คู่ควร' กับลูกสาวของเขาแล้ว! ชายผู้นั้นจะเป็นเช่นไรหนอ? พวกเราจะไปดูชายผู้นั้น"...มหาชนจึงออกไปพร้อมมาคันทิยพราหมณ์ด้วย...

เมื่อมาคันทิยพราหมณ์พานางมาคันทิยาลูกสาวมาถึง พระบรมศาสดามิได้ประทับยืนอยู่ในที่ซึ่งพราหมณ์บอก แต่ได้ทรงแสดง "ปทเจดีย์" คือ รอยพระบาท ไว้ ณ ที่นั้น...แล้วเสด็จไปประทับยืนในที่อื่น ความจริงแล้ว ปทเจดีย์เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอธิษฐาน แล้วทรงประทับไว้เพื่อบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นพวกเดียวย่อมแลเห็นปทเจดีย์นั้น...แม้สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้น จะเหยียบย่ำก็ตาม มหาเมฆฝนจะตกลงมาก็ตาม หรือลมบ้าหมูจะพัดก็ตาม เพื่อขัดขวางไม่ให้บุคคลเหล่านั้นแลเห็น แต่ก็ไม่สามารถลบปทเจดีย์นั้นได้...

ครั้งนั้น นางพราหมณีจึงถามมาคันทิยพราหมณ์สามีว่า "บุรุษผู้นั้นอยู่ที่ใดเล่า?"...
มาคันทิยพราหมณ์ตอบว่า "ฉันได้บอกให้เขายืนอยู่ ณ ที่นี้ แต่เขาไปที่ไหนหนอ?"...
เมื่อมาคันทิยพราหมณ์แลดูโดยรอบก็ได้เห็น ปทเจดีย์ จึงกล่าวว่า "นี่เป็นรอยเท้าของบุรุษผู้นั้น!"...
เรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป...ขอโปรดติดตามในตอนที่ 5...!!!
ผู้ใดมีธรรมะภายในใจ ผู้นั้นย่อมมีธรรมรักษา : ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะ...พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 3)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 2...
มิตตกุฎมพีเห็นนางสามาเป็นวันที่ 3 จึงถามว่า "เธอจะรับกี่ส่วน? แม่คุณ" นางสามาตอบว่า "ข้าแต่นาย...วันนี้ดิฉันขอรับ 1 ส่วน เจ้าค่ะ"...
มิตตกุฎมพีจึงกล่าวต่อนางว่า "จงฉิบหายเถิด หญิงถ่อย! วันนี้เธอรู้จักประมาณท้องของเธอหรือ?"...นางสามา ผู้มีสกุลย่อมสมบูรณ์ด้วยหิริโอตตัปปะ ฟังคำนั้นแล้วเหมือนถูกหอกแทงที่อก และเหมือนถูกน้ำแสบน้ำเค็มราดที่แผล
นางสามาจึงกล่าวว่า "นายว่าอะไรนะ เจ้าคะ?"...มิตตกุฎุมพีจึงพูดเท้าความถึง 2 วันที่ผ่านมาแล้วว่า "วันก่อนเธอรับไป 3 ส่วน เมื่อวาน 2 ส่วน แต่วันนี้เธอขอรับ 1 ส่วน วันนี้เธอรู้จักประมาณท้องของตนแล้วหรือ?"...
นางสามากล่าวชี้แจงว่า "ข้าแต่นาย ได้โปรดอย่าเข้าใจดิฉันผิดว่า ดิฉันรับอาหารไปเพื่อตนคนเดียว เลย"...
มิตตกุฎุมพีจึงถามว่า "ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อวานซืน เธอจึงรับอาหารไปถึง 3 ส่วน เล่า!"...
นางสามาตอบว่า "ข้าแต่นาย เมื่อวานซืน พวกดิฉันมีอยู่ 3 คน เมื่อวานมี 2 คน ส่วนวันนี้ มีดิฉันผู้เดียวเท่านั้น เจ้าค่ะ"...
มิตตกุฎุมพีจึงถามหาสาเหตุว่า "เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?"...
นางสามาเล่าเรื่องตั้งแต่ต้น จนกระทั่งเหลือนางผู้เดียวให้มิตตกุฎุมพีฟัง...เมื่อมิตตกุฎุมพีได้ฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ เกิดความเศร้าใจอย่างเหลือล้น จึงพูดปลอบใจและชักชวนว่า...
"นี่แน่ะแม่คุณเอ๋ย เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนี้ เธออย่าคิดมากเลย เธอเป็นลูกสาวของภัททวดียเศรษฐี ก็ชื่อว่าเป็นลูกสาวของเรา ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจงเป็นลูกสาวของเราเถิด"...พูดจบแล้วก็จุมพิตที่ศีรษะของนางสามา แล้วนำนางไปที่บ้าน ตั้งให้เป็นลูกสาวคนโตของท่าน...



วันหนึ่งนางสามาได้ยินเสียงอึกทึกที่ โรงทาน จึงถามว่า "คุณพ่อค่ะ เหตุใดคุณพ่อไม่ทำให้ชนเลิกส่งเสียงอึกทึก แล้วจึงให้ทานเจ้าคะ?"...
มิตตกุฎุมพีตอบว่า "ลูกเอ๋ย พ่อมิสามารถกระทำได้"...
นางสามากล่าวรับอาสาว่า "คุณพ่อคะ ลูกสามารถกระทำได้ เจ้าค่ะ"...
มิตตกุฎุมพีจึงถามว่า "ลูกจะกระทำอย่างไร ลูกเอ๋ย?"...
นางสามาออกอุบายวิธีว่า "คุณพ่อคะ ขอคุณพ่อจงล้อมรั้วโรงทาน ทำประตูเข้าและออกไว้ 2 แห่ง ขนาดพอประมาณ ให้เข้าออกได้ทีละคนเท่านั้น แล้วบอกให้พวกเขาเข้าใจว่า 'จงเข้ารับทานทางประตูนี้ ออกทางประตูนั้น' เมื่อเป็นอย่างนี้ บุคคลทั้งหลายก็จะเงียบเสียงในเวลารับประทาน เจ้าค่ะ"
มิตตกุฎุมพีฟังคำนั้นแล้วจึงกล่าวว่า "อุบายวิธีนี้เข้าทีดีลูก!"...แล้วให้กระทำตามอุบายวิธีนั้น แม้ลูกสาวภัททวดียเศรษฐี เดิมนางมีชื่อว่า "สามา" แต่เพราะนางให้กระทำ "วติ" หรือ "วดี" ซึ่งแปลว่า รั้ว จึงได้ชื่อว่า "สามาวดี"...ตั้งแต่นั้นมา ความอึกทึกโกลาหลในโรงทานก็เงียบหายไป...โฆษกเศรษฐี เคยได้ฟังเสียงอึกทึกในกาลก่อน ก็ดีใจว่าเป็นเสียงใน โรงทาน ของตน แต่เมื่อไม่ได้ยินเสียงอึกทึก 2-3 วัน จึงถาม มิตตกุฎุมพีผู้มาหาตนว่า...
"ดูก่อนกุฎุมพี ท่านยังให้ทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น อยู่หรือ?"...
มิตตกุฎุมพีตอบว่า "ข้าแต่นาย กระผมยังให้ทานอยู่ ขอรับ"...
โฆษกเศรษฐีถามว่า "เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำไมเราจึงมิได้ยินเสียงอึกทึกมา 2-3 วันแล้ว?"...
มิตตกุฎุมพีตอบว่า "กระผมได้ทำอุบายวิธี มิให้พวกเขาส่งเสียงเอะอะขอรับ"...
โฆษกเศรษฐีจึงถามด้วยความสงสัยว่า "ถ้าอย่างนั้น เพราะเหตุใดเมื่อก่อนท่านจึงไม่กระทำเล่า?"...
มิตตกุฎุมพีตอบรับแบบตรงไปตรงมาว่า "เพราะเมื่อก่อนกระผมไม่รู้อุบายวิธี ขอรับ"...
โฆษกเศรษฐีถามต่อไปว่า "คราวนี้ ท่านรู้ได้อย่างไร?"...
มิตตกุฎุมพีตอบว่า "ข้าแต่นาย เพราะลูกสาวของกระผม บอกอุบายวิธีให้ ขอรับ"...
โฆษกเศรษฐีฟังคำตอบว่า 'ลูกสาว' ก็ทำให้สงสัย จึงถามว่า "ลูกสาวของท่าน ที่เราไม่รู้จัก มีอยู่หรือ?"...
มิตตกุฎุมพี ได้เล่าเรื่องของภัททวดียเศรษฐีทั้งหมด นับตั้งแต่เกิดอหิวาตกโรค กระทั่งบอกให้ทราบเรื่องนางสามาวดี ผู้เป็นลูกสาวของภัททวดียเศรษฐี โดยมิตตกุฎุมพีได้ตั้งนางไว้ในฐานะลูกสาวคนโตของตน...ครั้งนั้น โฆษกเศรษฐีกล่าวกับมิตตกุฎุมพีว่า "เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุใดท่านจึงไม่บอกแก่เรา?...ลูกสาวของสหายของเรา ก็ชื่อว่าเป็นลูกสาวของเรา"...ว่าดังนั้นแล้ว ให้เรียกนางสามาวดีมาถามว่า ..."นี่แน่ะแม่หนู! เธอเป็นลูกสาวของท่าน ภัททวดียเศรษฐีหรือ"...
นางสามาวดีเรียนตอบว่า "ข้าแต่คุณพ่อ ดิฉันเป็นลูกสาวของท่าน ภัททวดียเศรษฐี เจ้าค่ะ"...
โฆษกฟังคำตอบรับของนางแล้ว จึงกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น เธออย่าคิดมากเลย นับแต่นี้ เธอจงเป็นลูกสาวของเรา"...ว่าแล้วก็จุมพิตที่ศีรษะของนางสามาวดี และมอบหญิง 500 คน เพื่อเป็นบริวารแก่นางสามาวดี แล้วตั้งนางสามาวดีไว้ในฐานะลูกสาวคนโตของตน...

อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีงานนักขัตฤกษ์ขึ้น ณ เมืองโกสัมพี ในงานนักขัตฤกษ์นั้น แม้กุลธิดาผู้ไม่เคยออกไปนอกบ้านเลย ต่างก็ต้องเดินไปที่แม่น้ำกับพวกบริวารของตน...เพราะเหตุนั้น แม้แต่นางสามาวดีพร้อมด้วยหญิงบริวาร 500 คน แวดล้อมนางอยู่ ก็ได้เดินผ่านหน้าพระราชวังเพื่อไปอาบน้ำ...ฝ่ายพระเจ้าอุเทน ทรงยืนอยู่ที่สีหบัญชร ทอดพระเนตรเห็นนางสามาวดี จึงมีพระราชดำรัสถามว่า "พวกหญิงเหล่านั้นเป็นสนมของใคร?"...เรื่องราวจะดำเนินต่อไปเป็นเช่นไร...ติดตามกันได้ในตอนที่ 4 นะครับ...!!!

ผู้ใดมีธรรมะภายในใจ ผู้นั้นย่อมมีธรรมรักษา : ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี
ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ถ้าไม่รู้...คงตายตาไม่หลับ...กับเรื่องราวของ พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 2)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 1...
ในครั้งนั้น ภัททวดียเศรษฐี บิดาของนางสามา ได้เป็นเพื่อนกับโฆษกเศรษฐี แต่ท่านทั้ง 2 คน เป็นเพื่อนที่มิเคยพบเห็นกันเลย...มูลเหตุที่เศรษฐีทั้ง 2 คน จะได้เป็นเพื่อนกันนั้น สืบเนื่องมาจาก โฆษกเศรษฐีได้ฟังสมบัติและวัย ตลอดถึงประเทศของ ภัททวดียเศรษฐีจากพวกพ่อค้าที่มาจากแคว้นภัททวดีย์ เมื่อต้องการเป็นสหายกับภัททวดียเศรษฐี จึงส่งเครื่องบรรณาการไปให้...ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีทั้ง 2 คน จึงเป็นสหายที่มีบรรณาการเป็นสื่อสัมพันธ์ โดยไม่เคยพบเห็นหน้ากันเลย...

กาลครั้งหนึ่ง มีอหิวาตกโรคเกิดขึ้นในบ้านของภัททวดียเศรษฐี เมื่ออหิวาตกโรคเกิดขึ้นแล้ว ฝูงแมลงวันได้ตายไปก่อน ต่อมาก็แมลงสาบ หนู ไก่ สุกร สุนัข แมว โค ทาสหญิง ทาสชาย ตายลงเป็นลำดับกันไป ส่วนบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือนย่อมตายทีหลังเขาทั้งหมด...ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น พวกใดทำลายฝาเรือนหนี พวกนั้นย่อมรอดชีวิตได้...ในกาลนั้น ภัททวดียเศรษฐี ภรรยาและนางสามาลูกสาว ได้พากันหนีไปโดยวิธีนั้น และต้องการพบกับโฆษกเศรษฐี จึงได้เดินทางไปสู่เมืองโกสัมพี



บุคคลทั้ง 3 นั้น มีร่างกายอิดโรยด้วยลมและแดดที่แผดเผา อีกทั้งมีความหิวกระหาย เนื่องจากเสบียงกรังหมดสิ้นลงระหว่างทาง ทั้ง 3 คน ได้เดินทางถึงเมืองโกสัมพีด้วยความลำบากยากแค้นแสนเข็ญ จากนั้นพากันอาบน้ำชำระกายในสถานที่มีน้ำสบาย แล้วจึงเข้าไปพักที่ศาลาหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูเมือง...ในเวลาที่พักอยู่ที่ศาลาหลังนั้น ภัททวดียเศรษฐีพูดกับภรรยาว่า "ดูก่อนนางผู้เจริญ ผู้ที่มาด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมไม่เป็นที่พอใจ แม้กระทั่งของมารดาผู้บังเกิดเกล้า ได้ยินข่าวว่า โฆษกเศรษฐีสหายของเรา ได้สละทรัพย์วันละ 1,000 กหาปณะ ให้ทานแก่คนเดินทางไกลและคนกำพร้าเป็นต้น เราให้ลูกสาวไปที่โรงทานของสหาย เพื่อนำอาหารมาเลี้ยงกันในที่นี้สัก 2-3 วัน แล้วจึงไปหาโฆษกเศรษฐีสหายของเรา" 

ภรรยาภัททวดียเศรษฐีตอบรับคำของสามี "ดีแล้ว คุณพี่" ...บุคคลทั้ง 3 พากันพักอยู่ในศาลานั้น พอรุ่งเช้า เมื่อเขาบอกเวลาเข้าขอรับอาหารให้ทราบ คนกำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น ต่างกำลังเดินไปรับอาหารจากโรงทาน พ่อและแม่ของนางสามาจึงบอกลูกสาวว่า "ดูก่อนลูกสามา ...ลูกจงไปนำอาหารมาเพื่อพวกเราเถิด"...นางสามาแม้เป็นลูกสาวของตระกูลที่มีสมบัติมาก เมื่อถึงคราวจำเป็นนางก็ไม่อาย เพราะตนมีความหิวตัดความละอายที่มีอยู่ขาดไปแล้ว นางจึงถือภาชนะไปขออาหารพร้อมกับพวกกำพร้า มิตตกุฎมพี ซึ่งเป็นผู้จัดการให้ทานของโฆษกเศรษฐี ถามนางสามาว่า "นี่แน่ะแม่คุณ...เธอจะรับอาหารกี่ส่วน?" นางสามาตอบว่า "ข้าแต่นาย...ดิฉันขอรับ 3 ส่วนเจ้าค่ะ" เมื่อนางสามาได้อาหารมาแล้ว ทั้ง 3 คน พ่อแม่ และลูก นั่งบริโภคร่วมกันตามประสายาก...

ครั้งนั้นมารดาและนางสามา จึงพูดกับภัททวดียเศรษฐีว่า "อันความวิบัติฉิบหายย่อมเกิดขึ้นแก่ตระกูลใหญ่ทั้งหลายได้ ขอท่านจงรับประทานอาหาร อย่าเป็นห่วงดิฉันทั้ง 2 คน ขอท่านอย่าคิดมากไปเลย" บุคคลทั้ง 2 ได้พูดจาอ้อนวอนภัททวดียเศรษฐีด้วยถ้อยคำนานัปการอย่างนี้...ครั้นเมื่อภัททวดียเศรษฐีได้บริโภคอาหารแล้ว ไม่สามารถทำให้อาหารย่อยไปได้ พออรุณขึ้นเขาก็ตายไป  มารดาและนางสามาร้องไห้คร่ำครวญแสดงอาการเสียใจต่างๆ...รุ่งเช้าของวันใหม่ นางสามาเดินร้องไห้ไปเพื่อขออาหาร เมื่อมิตตกุฎมพีเห็น นางจึงถามว่า "เธอจะรับกี่ส่วน? แม่คุณ!" นางสามาจึงตอบว่า "ข้าแต่นาย...วันนี้ดิฉันขอรับ 2 ส่วน เจ้าค่ะ" ได้ฟังดังนั้น มิตตกุฎมพีจึงได้ให้อาหารแก่นาง 2 ส่วน...เมื่อนางสามานำอาหารมาได้แล้ว ก็พูดอ้อนวอนมารดาให้รับประทานอาหาร ฝ่ายมารดาเมื่อลูกสาวพูดอ้อนวอนอยู่ จึงรับประทานอาหารนั้น แต่ก็ไม่ทำให้อาหารย่อยไปได้ นางตายลงไปในวันนั้นเอง...นางสามาหมดที่พึ่ง จึงได้ร้องไห้รำพันอยู่ผู้เดียว เป็นผู้มีความทุกข์ เกิดจากความหิว พร้อมกับทุกที่ต้องเสียทั้งบิดาและมารดา นับเป็นความทุกข์ที่หนักยิ่ง นางเดินร้องไห้ไปกับพวกยาจกเพื่อขออาหารที่โรงทาน...เหตุการณ์นับจากนี้จะเป็นเช่นไร...โปรดติดตามในตอนที่ 3 นะครับ...!!!


ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

ถ้าไม่รู้...คงตายตาไม่หลับ...กับเรื่องราวของ พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 1)...!!!

...เกริ่นนำ...
ระนางสามาวดี...เป็นอริยอุบาสิกาผู้ทรงไว้ซึ่งพระเมตตาจิต อันเป็นคุณธรรมประจำชีวิตของพระนาง จนเป็นที่ยอมรับนับถือของบัณฑิตชนทั้งหลายว่า "พระเมตตาจิต" เป็นสัญลักษณ์ของพระนาง เหมือนมีตราประทับรับรองคุณภาพแห่งความดี...

พระชีวประวัติของพระนางสามาวดีอุบาสิกา มีเรื่องราวเกี่ยวพันอยู่กับพระนางขุชชุตตราอุบาสิกา ตามที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถาคัมภีร์มโนรถปูรณี ที่ขยายความพระบาลีคัมภีร์อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ดังนี้...


พระนางสามาวดีอุบาสิกา
yutjoke.blogspot.com


          ในอดีตชาติอุบาสิกาทั้ง 2 คือ นางขุชชุตตรา กับ นางสามาวดี ได้มาปฏิสนธิขึ้นในเรือนของบุคคลผู้มีสกุล ณ เมืองหงสาวดี ตรงกับพระพุทธกาลแห่ง พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนับเวลาย้อนกลับไปจากภัทรกัปนี้ได้ หนึ่งแสนกัป...

กาลต่อมากุลธิดาทั้ง 2 คน ได้พากันไปที่วิหารด้วยคิดว่า "พวกเราจะฟังธรรมกถาของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า"...ในกุลธิดาทั้ง 2 คนนั้น นางขุชชุตตรา ได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่งตั้งอุบาสิกาผู้หฯึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เป็น "พหูสูตร" ผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย นางจึงกระทำบุญกุศล และตั้งจิตคิดปรารถนาฐานันดรนั้น...ฝ่ายนางสามาวดี ได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแต่งตั้งอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้มีปกติอยู่ด้วย "เมตตา" ผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย นางจึงกระทำบุญกุศล และตั้งจิตคิดปรารถนาฐานันดรนั้น...

หลังจากที่กุลธิดาทั้ง 2 คน ได้ตั้งความปรารถนาฐานันดรนั้นแล้ว จึงกระทำบุญกุศลสืบเนื่องตลอดชีวิต เมื่อกุลธิดาทั้ง 2 คน สิ้นชีวิตลง จึงได้ไปท่องเที่ยวเกิดเป็นเทวดา และมนุษย์ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปได้ หนึ่งแสนกัลปาวสาน...ในสมัยนั้นกุลธิดาทั้ง 2 คน คือ ขุชชุตตราธิดา ได้จุติจากเทวโลก มาถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งหญิงแม่นมในเรือนของโฆสกเศรษฐี นางเป็น "ขุชชา" คือ คนค่อม ฉะนั้นพวกญาติจึงตั้งชื่อว่า "ขุชชุตตรา" ...ฝ่าย สามาวดีเทพธิดา ได้จุติจากเทวโลก มาปฏิสนธิในเรือนของภัททวดียเศรษฐี ณ แคว้นภัททวดีย์ พวกญาติตั้งชื่อว่า "สามา" แปลว่า ทอง นางมีผิวทีขาวเหลือง จึงได้รับการตั้งชื่อเช่นนั้น

พระชีวประวัติของพระนางสามาวดีตอนต่อไปนี้ นอกจากมีกล่าวอยู่ใน อรรถกถาคัมภีร์ธรรมบทแห่งอัปปมาทวรรค ว่าด้วยความไม่ประมาทในเรื่องของพระนาง สามาวดี ดังนี้...ติดตามรับอ่านกันได้ในตอนที่ 2 นะครับ

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story