จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมตตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมตตา แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2558

อานุภาพศีลข้อ1...กับพลังแห่งเมตตา...ไร้เงาของตะขาบ...แบบเบ็ดเสร็จ...!!!

     ก่อนจะเล่าบางเรื่องที่ผู้เขียนได้ประสบพบเจอด้วยตัวเองถึงความแปลกประหลาดมหัศจรรย์บางอย่าง กับการที่ได้ตั้งจิต ละ เลิก ในการคิดเบียดเบียนชีวิตของสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลาย  ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคำว่าเมตตาปราณีไม่เคยมี อย่างเช่น ยุง แมลงสาบ ตะขาบ อะไรพวกนี้...ฆ่าเรียบ...เพราะเจ้าพวกนี้มันทั้งน่ารำคาญ และน่าขยะแขยงมาก...จริงมั้ย?...มีคุณผู้อ่านคนไหนบ้างไหมล่ะ ที่มีความรัก เจ้ายุง เจ้าแมลงสาบ หรือว่าเจ้าตะขาบ...คงจะไม่มีนะ  แล้วทำไมจู่ๆ จากคนที่เคยฆ่า เคยเบียดเบียนเอาชีวิตของสัตว์พวกนี้ จึงเลิกฆ่า...นั่นซิ...ทำไมหนอ?...มาดูความหมายของ ศีลข้อที่ 1 กันก่อนดีกว่า...ผู้เขียนเชื่อว่า เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ย่อมรู้ว่าในศีล 5 ข้อแรกต้องมีคำว่า "ห้ามฆ่าสัตว์"...แต่บางคนอาจจะเรียงลำดับข้อไม่ถูก เกิดความไม่แน่ใจว่า ห้ามฆ่าสัตว์ มันอยู่ที่ข้อไหน?...

http://dharmaishere.blogspot.com


"ปาณาติปาตา เวรมณี" คือ ศีลข้อที่1...งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ต้องตายไป...ไม่ใช่แค่ทำให้ตายอย่างเดียวหรอกนะ แต่ความหมายมันกว้างออกไปอีก นั่นคือ การไม่เบียดเบียน ทำร้ายร่างกาย และจิตใจของกันและกันด้วย...สิ่งที่แยก หรือยกระดับให้ความเป็นคน หรือมนุษย์ ดูสูงส่งกว่าคำว่า เดรัจฉาน...ก็ตรงที่มนุษย์คนนั้นมีศีลเป็นเครื่องอยู่ เป็นเครื่องอาศัย...เหตุเพราะว่า สัตว์เดรัจฉานพวกนั้นต้องฆ่ากันเพราะความหิวโหย...แต่มนุษย์เราไม่ได้ฆ่ากันเอง...เหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติศีลข้อนี้ขึ้น  ก็เพื่อให้มนุษย์ทุกคนได้ปลูกต้น "เมตตา" ให้เจริญงอกงามขึ้นในใจ เมื่อคน ละ เลิก ที่จะคิดเข่นฆ่าสัตว์ แม้แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อย สัตว์ใหญ่เช่นคน ก็คงละเว้นได้เช่นกัน...ทำให้สังคมมีความน่าอยู่ ไม่ต้องมีเหตุเภทภัยที่ต้องทำให้เกิดความเศร้าโศกเสียใจ อันเนื่องมาจากมนุษย์ต้องฆ่ากันเอง จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เป็นอันว่าทำไม่ได้ กับมนุษย์ที่มีศีลข้อที่ 1 นี้ประจำใจ...

เมื่อรู้ความหมาย และที่มาที่ไปคร่าวๆของศีลข้อที่ 1 กันไปแล้ว...ผู้เขียนก็จะได้เริ่มเล่าประสบการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นจริง...ดังที่ได้เกริ่นไว้แต่ตอนต้น ก่อนที่ผู้เขียนจะเลิกการเอาชีวิตของบรรดาสัตว์เล็กสัตว์น้อยทั้งหลายก็ครึ่งคนเข้าไปแล้ว  ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น สัตว์ที่โดนฆ่าบ่อยมากที่สุด คือ ยุง ทั้งตบทั้งตี แถมในบางครั้งยังโดนไม้แบดไฟฟ้าที่เอาไว้ใช้ฆ่ายุงอีกต่างหาก...เสียง แป๊ะ แป๊ะ...รัวถี่ยิบเป็นที่สนุกสนานเลย ในตอนนั้น ส่วนเจ้าแมลงสาบน่ะเหรอ เจอที่ไหน "เหยียบแบน"...นอนตายเละอยู่ตรงนั้น มาถึงเจ้าตะขาบ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ถ้าเจอก็ตายเรียบ ถ้าตัวเล็กก็ใช้เท้าเหยียบ ถ้าตัวใหญ่ก็ใช้ ดรัมเบล ทุบหัวให้เละ...ทำแบบนี้มาเป็น 10 ปี จนถึงช่วงหนึ่งของชีวิต...จากคนที่แสนสบายทั้งทางการเงิน การงาน อยากมีอะไร อยากได้อะไร ที่ฐานะทางการเงินพอหาได้ ก็มีทั้งนั้น ไม่เดือดร้อนอะไรเลย...แต่อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อได้ลาออกจากงานประจำจากบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ในตำแหน่งวิศวกรออกแบบ เพื่อมาทำกิจการส่วนตัว...ช่วง 3-4 เดือนแรกมีกำไรงามทีเดียว ผู้เขียนก็คิดว่า อีกไม่นานแล้วซินะ คงจะได้เปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้อยู่จากรถญี่ปุ่น ไปเป็นรถยุโรปกับเขาบ้าง...แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...ทุกอย่างพังทลายลง ในระยะเวลา 2 ปีนับจากนั้น...ทุกอย่างหมดสิ้น ไม่ใช่เหลือ 0...แต่มันมุดต่ำไปกว่านั้น คือ ติดลบ...

ถ้าเขียนให้อ่านออกมาทุกขั้นตอน ดูเหมือนมันจะดราม่าเกินไปสักหน่อย...รวบรัดตัดความมาที่...ด้วยความทุกข์ที่ถาโถมเข้ามา ทำให้ผู้เขียนต้องมุ่งหน้าเข้าหาทางธรรม...อ่าน ฟัง ปฏิบัติ เคร่งบ้าง หย่อนบ้าง ตามเรื่องตามราวไป...จนในที่สุดตัดสินใจเพื่อจะรักษาศีลทั้ง 5 ข้อ...ตอนนั้นรู้แล้วว่า ที่ชะตาชีวิตของตนเองต้องมาเป็นแบบนี้เป็นเพราะกรรมเก่าที่ได้สร้างเอาไว้ แต่หนไหนก็ไม่รู้..."ตามมาทัน"...ความกลัวบังเกิดขึ้นมากมาย...แต่ความกลัวที่ว่านี้ คือ กลัวว่าหลังจากที่ตายไปแล้ว จะลงนรก...นี่แหละจึงเป็นจุดเริ่มในการทำความดี คือ การตั้งจิตเพื่อรักษาศีลทั้ง 5 ข้อ...ข้อที่ 1 จากคนที่เคยฆ่า ก็ต้องหยุด ไม่ว่าสัตว์ตัวนั้นจะเป็นอะไร ไม่มีเจตนาจะเอาชีวิตเขา...หลายครั้งที่เจอตะขาบ ทั้งตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ดูน่ากลัวและน่าขยะแขยงมากเพียงใด ก็จะจับแล้วเอาไปปล่อย...บ้านของผู้เขียนเป็นดงตะขาบเลยก็ว่าได้...ขุดดินลงไปตรงไหนก็ต้องเจอตะขาบ...เล่นเอาขนลุกก็แล้วกัน...เมื่อไม่ฆ่า เจอเมื่อไรก็จับไปปล่อย เป็นจำนวนมากมายหลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมา พร้อมๆกับ เวลาสวดมนต์ นั่งสมาธิเสร็จ ก็จะแผ่เมตตตาให้เจ้าสัตว์พวกนั้น...จนเมื่อวันหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนมักจะเรียกมันว่า ...วันสุดท้ายที่ได้เจอตะขาบในบ้าน...ตัวมันใหญ่มาก ผู้เขียนหาวิธีจับอยู่นาน ต้องใช้ความพยายามมากมาย ทั้งที่ตอนนั้นมีดรัมเบลอยู่ใกล้มือ แค่เอื้อมไปคว้าแล้วเอามาทุกหัวเจ้าตะขาบก็จบแล้ว...แต่ผู้เขียนทำไม่ได้ ทำไม่ลง...จึงก้มหน้าก้มตาไล่จับกันไป จนในที่สุดก็จับได้...นำไปปล่อยในป่าหญ้าที่ไม่ไกลจากบ้านของผู้เขียนมากนัก...ก่อนที่เจ้าตะขาบจะมุดหายไปในป่าหญ้านั้น มันเหมือนคล้ายๆเดินไปอยู่ดีๆก็ผงกหัวชูคอมองมาที่ผู้เขียน...จริงๆแล้วก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันจะมองมาหรือเปล่า...แต่ความรู้สึกในตอนนั้น คิดว่ามันมอง ก่อนที่มันจะเดินหายเข้าไปในป่าหญ้านั้น...

และนั่นเป็นตะขาบตัวสุดท้ายที่ได้เห็นในบ้านของผู้เขียน...มันเป็นเรื่อง แปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก ทั้งๆที่บ้านของผู้เขียนมันเป็นดงของตะขาบ เจอเจ้าตัวร้อยขาเกือบทุกวัน ต้องฆ่ากันทุกวัน...หรือนี่ จะเป็น อานุภาพแห่งการรักษาศีลข้อที่ 1...งดเว้นจากการฆ่า...แล้วยังแผ่เมตตาให้กับสัตว์ผู้ยากทั้งหลาย....แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงมันจะเป็นเช่นไร...สำหรับผู้เขียนก็มีคำตอบในใจเสมอมา...เพราะเรื่องทั้งหมด มันเกิดกับตัวของผู้เขียนโดยตรง...หลายปีมาแล้วที่ผู้เขียนพยายามรักษาศีลข้อนี้ด้วยความตั้งใจจริง...จนบังเกิดผลเป็นที่อัศจรรย์ใจเหลือเกิน...สำหรับคุณผู้อ่านถ้าอยากรู้ว่าสิ่งที่ผู้เขียนเล่าผ่านตัวอักษรมานี้จะเท็จจริงประการใด...ไม่มีอะไรจะดีไปกว่า การพิสูจน์คำพูดพวกนี้ ด้วยการทำเช่นเดียวกับผู้เขียน...ไม่ลอง ไม่รู้นะครับว่า...อานุภาพที่ทรงพลังมากที่สุด คือการรักษาศีลเอาไว้ให้ได้  ศีลข้อที่ 1 ยังจะคงเป็นศีล ต่อเมื่อผู้ที่รักษา...มีความเมตตา...!!!

นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2558

ธรรมะ...พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 4)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 3...
ราชบุรุษกราบบังคมทูลว่า "พวกหญิงเหล่านี้ ไม่ได้เป็นสนมของใครพระพุทธเจ้าข้า"
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสถามอีกว่า "ถ้าอย่างนั้น เธอเป็นลูกสาวของใครเล่า?"...
ราชบุรุษกราบบังคมทูลว่า "เธอเป็นลูกสาวของโฆษกเศรษฐี มีชื่อว่า สามาวดี พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทน เมื่อทอดพระเนตรเห็นนางสามาวดี ก็ทรงเกิดความสิเนหา จึงมีพระราชโองการให้ส่งพระราชสาสน์ไปถึงโฆษกเศรษฐีว่า "ขอท่านเศรษฐีจงส่งธิดามาให้แก่เรา"...
โฆษกเศรษฐีกราบบังคมทูลปฏิเสธว่า "ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถ ส่งธิดาให้กับพระองค์ได้ เนื่องจากข้าพระพุทธเจ้ามีธิดาเพียงคนเดียว พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสว่า "ขอท่านเศรษฐีอย่าปฏิเสธเลย ท่านเศรษฐีจงส่งธิดาให้เรา!"...
โฆษกเศรษฐีกราบบังคมทูลปฏิเสธอีกว่า "พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นคฤหบดี...ถวายไม่ได้ เพราะกลัวพวกกุมารีจะทุบตี และเบียดเบียนฉุดคร่าธิดาของข้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าข้า"...
พระเจ้าอุเทนจึงมีพระราชโองการ ให้ตีตราบ้านของโฆษกเศรษฐีไว้ อีกทั้งให้จับโฆษกเศรษฐีและภรรยามัดมือ จากนั้นนำคนทั้ง 2 ออกไปไว้นอกบ้าน ไม่สามารถเข้าบ้านได้...ฝ่ายนางสามาวดี กลับจากอาบน้ำมาถึงบ้าน ไม่สามารถเข้าบ้านได้ จึงถามว่า "คุณพ่อคะ นี่เกิดอะไรขึ้น เจ้าคะ?"...
โฆษกเศรษฐีตอบว่า "นี่แน่ะ สามาวดี ลูกรัก! พระราชาได้ทรงส่งพระราชสาสน์มาเพื่อทรงขอลูก เมื่อพ่อตอบไปว่า 'ถวายไม่ได้' จึงมีพระราชโองการให้ตีตราบ้าน และให้จับพวกเรามัดมือไว้ภายนอกบ้าน"...
นางสามาวดีจึงกล่าวว่า "คุณพ่อคะ คุณพ่อกระทำผิดมากทีเดียว เมื่อพระราชาส่งราชสาสน์มาถึงแล้ว ไม่ควรปฏิเสธว่า 'ถวายไม่ได้' แต่ควรกราบบังคมทูลตอบว่า 'ถ้าใต่ฝ่าละอองธุลีพระบาท จะทรงรับธิดาของข้าพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งบริวาร ก็ยินดีจะถวาย' สิคะคุณพ่อ!"...
โฆษกเศรษฐีกล่าวว่า "ดีแล้ว! สามาวดี ลูกรัก เมื่อลูกพอใจ พ่อก็จะกระทำตามอย่างที่ลูกกล่าวแนะนำ"...จากนั้นจึงตอบสาสน์ไปถวายพระราชาตามคำของนางสามาวดี
พระเจ้าอุเทนมีพระราชดำรัสว่า "ดีแล้ว!"...จากนั้นนำนางสามาวดีมาพร้อมทั้งหญิงบริวาร ทรงอภิเษกตั้งนางไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี และประทับอยู่บนปราสาทหลังหนึ่ง...ส่วนหญิงบริวารทั้งหมด ได้เป็นบริวารของนางสามาวดี...

พระเจ้าอุเทนยังมีพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง ซึ่งพระนามว่า "พระนางมาคันทิยา" ดังมีเรื่องเล่าไว้ในอรรถกถาคัมภีร์ธรรมบท แห่งอัปปมาทวรรค เรื่องพระนางสามาวดี และในอรรถกถาคัมภีร์มโนรถปูรณี ดังนี้...

พระนางมาคันทิยา เดิมทีเป็นลูกสาวของพราหมณ์ชื่อ "มาคันทิยะ" ในแค้นกุรุ แม้มารดาของนางก็ชื่อ "มาคันทิยา" เช่นเดียวกัน นางมาคันทิยา เป็นหญิงมีรูปร่างสวยงามประหนึ่งนางเทพอัปสร บิดาของนางมาคันทิยา หาบุรุษผู้จะเป็นสามีที่คู่ควรกับลูกสาวของตนไม่ได้ แม้จะมีคระกูลใหญ่มาสู่ขอ ก็ปฏิเสธว่า "พวกท่านมิคู่ควรกับลูกสาวของเรา"...แล้วไล่ตะเพิดส่งไป

วันหนึ่ง พระบรมศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอนาคามีผล (ผลของท่านผู้ไม่กลับมาเกิดอีก เป็นพระอริยผล ชั้นที่ 3 ใน 4 ชั้น)...ของมาคันทิยพราหมณ์และภรรยา พระองค์จึงทรงถือบาตรพร้อมทั้งจีวร เสด็จไปยังสถานที่บูชาไฟ ซึ่งอยู่ภายนอกบ้านของมาคันทิยพราหมณ์...เมื่อมาคันทิยพราหมณ์ แลเห็นพระวรกายอันเลิสด้วยความงามของพระบรมศาสดา จึงคิดว่า "ในโลกนี้ มิมีบุรุษอื่นที่เสมอด้วยบุรุษนี้ ที่คู่ควรกับลูกสาวเรา เราจะยกลูกสาวให้กับบุรุษผู้นี้ เพื่อประโยชน์ที่จะเลี้ยงดูกัน"...แล้วจึงกล่าวว่า "ท่านสมณะ ข้าพเจ้ามีลูกสาวอยู่คนหนึ่ง ข้าพเจ้ายังมิเห็นชายใดที่คู่ควรกับนาง...ตลอดกาลนานเท่านี้ ท่านเป็นผู้ที่คู่ควรกับนาง และนางก็เป็นผู้ที่คู่ควรกับท่าน ขอท่านจงยืนรออยู่ที่นี่จนกว่าข้าพเจ้าจะกลับมา"...



พระบรมศาสดามิได้ตรัสว่าอย่างไร ได้แต่ทรงนิ่งเฉยอยู่...มาคันทิยพราหมณ์รีบกลับไปบ้านโดยเร็ว บอกภรรยาด้วยความดีใจว่า "นี่เธอ! ฉันได้เห็นบุรุษผู้ที่คู่ควรกับลูกสาวของเราแล้ว! เธอจงแต่งตัวให้ลูกสาวโดยเร็ว!"...เมื่อภรรยาแต่งตัวให้ลูกสาวเรียบร้อยแล้ว มาคันทิยพราหมณ์พร้อมกับภรรยาได้พาลูกสาวไปหาพระบรมศาสดา...ชาวเมืองร่ำลือกันทั่วไปว่า "มาคันทิยพราหมณ์ ไม่ยกลูกสาวให้แก่ใครๆ โดยกล่าวอ้างมานานแล้วว่า 'มิมีชายใดที่คู่ควรกับลูกสาวของตน' แต่มาบัดนี้ทราบข่าวว่า พราหมณ์ได้พบ 'บุรุษที่คู่ควร' กับลูกสาวของเขาแล้ว! ชายผู้นั้นจะเป็นเช่นไรหนอ? พวกเราจะไปดูชายผู้นั้น"...มหาชนจึงออกไปพร้อมมาคันทิยพราหมณ์ด้วย...

เมื่อมาคันทิยพราหมณ์พานางมาคันทิยาลูกสาวมาถึง พระบรมศาสดามิได้ประทับยืนอยู่ในที่ซึ่งพราหมณ์บอก แต่ได้ทรงแสดง "ปทเจดีย์" คือ รอยพระบาท ไว้ ณ ที่นั้น...แล้วเสด็จไปประทับยืนในที่อื่น ความจริงแล้ว ปทเจดีย์เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอธิษฐาน แล้วทรงประทับไว้เพื่อบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นพวกเดียวย่อมแลเห็นปทเจดีย์นั้น...แม้สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้น จะเหยียบย่ำก็ตาม มหาเมฆฝนจะตกลงมาก็ตาม หรือลมบ้าหมูจะพัดก็ตาม เพื่อขัดขวางไม่ให้บุคคลเหล่านั้นแลเห็น แต่ก็ไม่สามารถลบปทเจดีย์นั้นได้...

ครั้งนั้น นางพราหมณีจึงถามมาคันทิยพราหมณ์สามีว่า "บุรุษผู้นั้นอยู่ที่ใดเล่า?"...
มาคันทิยพราหมณ์ตอบว่า "ฉันได้บอกให้เขายืนอยู่ ณ ที่นี้ แต่เขาไปที่ไหนหนอ?"...
เมื่อมาคันทิยพราหมณ์แลดูโดยรอบก็ได้เห็น ปทเจดีย์ จึงกล่าวว่า "นี่เป็นรอยเท้าของบุรุษผู้นั้น!"...
เรื่องราวจะเป็นเช่นไรต่อไป...ขอโปรดติดตามในตอนที่ 5...!!!
ผู้ใดมีธรรมะภายในใจ ผู้นั้นย่อมมีธรรมรักษา : ธัมโม หเว รักขติ ธัมมจารี

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2558

ถ้าไม่รู้...คงตายตาไม่หลับ...กับเรื่องราวของ พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 2)...!!!

ความต่อจากตอนที่ 1...
ในครั้งนั้น ภัททวดียเศรษฐี บิดาของนางสามา ได้เป็นเพื่อนกับโฆษกเศรษฐี แต่ท่านทั้ง 2 คน เป็นเพื่อนที่มิเคยพบเห็นกันเลย...มูลเหตุที่เศรษฐีทั้ง 2 คน จะได้เป็นเพื่อนกันนั้น สืบเนื่องมาจาก โฆษกเศรษฐีได้ฟังสมบัติและวัย ตลอดถึงประเทศของ ภัททวดียเศรษฐีจากพวกพ่อค้าที่มาจากแคว้นภัททวดีย์ เมื่อต้องการเป็นสหายกับภัททวดียเศรษฐี จึงส่งเครื่องบรรณาการไปให้...ด้วยเหตุนี้ เศรษฐีทั้ง 2 คน จึงเป็นสหายที่มีบรรณาการเป็นสื่อสัมพันธ์ โดยไม่เคยพบเห็นหน้ากันเลย...

กาลครั้งหนึ่ง มีอหิวาตกโรคเกิดขึ้นในบ้านของภัททวดียเศรษฐี เมื่ออหิวาตกโรคเกิดขึ้นแล้ว ฝูงแมลงวันได้ตายไปก่อน ต่อมาก็แมลงสาบ หนู ไก่ สุกร สุนัข แมว โค ทาสหญิง ทาสชาย ตายลงเป็นลำดับกันไป ส่วนบุคคลที่เป็นเจ้าของเรือนย่อมตายทีหลังเขาทั้งหมด...ในบรรดาบุคคลเหล่านั้น พวกใดทำลายฝาเรือนหนี พวกนั้นย่อมรอดชีวิตได้...ในกาลนั้น ภัททวดียเศรษฐี ภรรยาและนางสามาลูกสาว ได้พากันหนีไปโดยวิธีนั้น และต้องการพบกับโฆษกเศรษฐี จึงได้เดินทางไปสู่เมืองโกสัมพี



บุคคลทั้ง 3 นั้น มีร่างกายอิดโรยด้วยลมและแดดที่แผดเผา อีกทั้งมีความหิวกระหาย เนื่องจากเสบียงกรังหมดสิ้นลงระหว่างทาง ทั้ง 3 คน ได้เดินทางถึงเมืองโกสัมพีด้วยความลำบากยากแค้นแสนเข็ญ จากนั้นพากันอาบน้ำชำระกายในสถานที่มีน้ำสบาย แล้วจึงเข้าไปพักที่ศาลาหลังหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูเมือง...ในเวลาที่พักอยู่ที่ศาลาหลังนั้น ภัททวดียเศรษฐีพูดกับภรรยาว่า "ดูก่อนนางผู้เจริญ ผู้ที่มาด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมไม่เป็นที่พอใจ แม้กระทั่งของมารดาผู้บังเกิดเกล้า ได้ยินข่าวว่า โฆษกเศรษฐีสหายของเรา ได้สละทรัพย์วันละ 1,000 กหาปณะ ให้ทานแก่คนเดินทางไกลและคนกำพร้าเป็นต้น เราให้ลูกสาวไปที่โรงทานของสหาย เพื่อนำอาหารมาเลี้ยงกันในที่นี้สัก 2-3 วัน แล้วจึงไปหาโฆษกเศรษฐีสหายของเรา" 

ภรรยาภัททวดียเศรษฐีตอบรับคำของสามี "ดีแล้ว คุณพี่" ...บุคคลทั้ง 3 พากันพักอยู่ในศาลานั้น พอรุ่งเช้า เมื่อเขาบอกเวลาเข้าขอรับอาหารให้ทราบ คนกำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น ต่างกำลังเดินไปรับอาหารจากโรงทาน พ่อและแม่ของนางสามาจึงบอกลูกสาวว่า "ดูก่อนลูกสามา ...ลูกจงไปนำอาหารมาเพื่อพวกเราเถิด"...นางสามาแม้เป็นลูกสาวของตระกูลที่มีสมบัติมาก เมื่อถึงคราวจำเป็นนางก็ไม่อาย เพราะตนมีความหิวตัดความละอายที่มีอยู่ขาดไปแล้ว นางจึงถือภาชนะไปขออาหารพร้อมกับพวกกำพร้า มิตตกุฎมพี ซึ่งเป็นผู้จัดการให้ทานของโฆษกเศรษฐี ถามนางสามาว่า "นี่แน่ะแม่คุณ...เธอจะรับอาหารกี่ส่วน?" นางสามาตอบว่า "ข้าแต่นาย...ดิฉันขอรับ 3 ส่วนเจ้าค่ะ" เมื่อนางสามาได้อาหารมาแล้ว ทั้ง 3 คน พ่อแม่ และลูก นั่งบริโภคร่วมกันตามประสายาก...

ครั้งนั้นมารดาและนางสามา จึงพูดกับภัททวดียเศรษฐีว่า "อันความวิบัติฉิบหายย่อมเกิดขึ้นแก่ตระกูลใหญ่ทั้งหลายได้ ขอท่านจงรับประทานอาหาร อย่าเป็นห่วงดิฉันทั้ง 2 คน ขอท่านอย่าคิดมากไปเลย" บุคคลทั้ง 2 ได้พูดจาอ้อนวอนภัททวดียเศรษฐีด้วยถ้อยคำนานัปการอย่างนี้...ครั้นเมื่อภัททวดียเศรษฐีได้บริโภคอาหารแล้ว ไม่สามารถทำให้อาหารย่อยไปได้ พออรุณขึ้นเขาก็ตายไป  มารดาและนางสามาร้องไห้คร่ำครวญแสดงอาการเสียใจต่างๆ...รุ่งเช้าของวันใหม่ นางสามาเดินร้องไห้ไปเพื่อขออาหาร เมื่อมิตตกุฎมพีเห็น นางจึงถามว่า "เธอจะรับกี่ส่วน? แม่คุณ!" นางสามาจึงตอบว่า "ข้าแต่นาย...วันนี้ดิฉันขอรับ 2 ส่วน เจ้าค่ะ" ได้ฟังดังนั้น มิตตกุฎมพีจึงได้ให้อาหารแก่นาง 2 ส่วน...เมื่อนางสามานำอาหารมาได้แล้ว ก็พูดอ้อนวอนมารดาให้รับประทานอาหาร ฝ่ายมารดาเมื่อลูกสาวพูดอ้อนวอนอยู่ จึงรับประทานอาหารนั้น แต่ก็ไม่ทำให้อาหารย่อยไปได้ นางตายลงไปในวันนั้นเอง...นางสามาหมดที่พึ่ง จึงได้ร้องไห้รำพันอยู่ผู้เดียว เป็นผู้มีความทุกข์ เกิดจากความหิว พร้อมกับทุกที่ต้องเสียทั้งบิดาและมารดา นับเป็นความทุกข์ที่หนักยิ่ง นางเดินร้องไห้ไปกับพวกยาจกเพื่อขออาหารที่โรงทาน...เหตุการณ์นับจากนี้จะเป็นเช่นไร...โปรดติดตามในตอนที่ 3 นะครับ...!!!


ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )
บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story


วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

ถ้าไม่รู้...คงตายตาไม่หลับ...กับเรื่องราวของ พระนางสามาวดีอุบาสิกา "ผู้อยู่ด้วยเมตตา" (ตอนที่ 1)...!!!

...เกริ่นนำ...
ระนางสามาวดี...เป็นอริยอุบาสิกาผู้ทรงไว้ซึ่งพระเมตตาจิต อันเป็นคุณธรรมประจำชีวิตของพระนาง จนเป็นที่ยอมรับนับถือของบัณฑิตชนทั้งหลายว่า "พระเมตตาจิต" เป็นสัญลักษณ์ของพระนาง เหมือนมีตราประทับรับรองคุณภาพแห่งความดี...

พระชีวประวัติของพระนางสามาวดีอุบาสิกา มีเรื่องราวเกี่ยวพันอยู่กับพระนางขุชชุตตราอุบาสิกา ตามที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถาคัมภีร์มโนรถปูรณี ที่ขยายความพระบาลีคัมภีร์อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ดังนี้...


พระนางสามาวดีอุบาสิกา
yutjoke.blogspot.com


          ในอดีตชาติอุบาสิกาทั้ง 2 คือ นางขุชชุตตรา กับ นางสามาวดี ได้มาปฏิสนธิขึ้นในเรือนของบุคคลผู้มีสกุล ณ เมืองหงสาวดี ตรงกับพระพุทธกาลแห่ง พระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยนับเวลาย้อนกลับไปจากภัทรกัปนี้ได้ หนึ่งแสนกัป...

กาลต่อมากุลธิดาทั้ง 2 คน ได้พากันไปที่วิหารด้วยคิดว่า "พวกเราจะฟังธรรมกถาของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า"...ในกุลธิดาทั้ง 2 คนนั้น นางขุชชุตตรา ได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่งตั้งอุบาสิกาผู้หฯึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เป็น "พหูสูตร" ผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย นางจึงกระทำบุญกุศล และตั้งจิตคิดปรารถนาฐานันดรนั้น...ฝ่ายนางสามาวดี ได้เห็นพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแต่งตั้งอุบาสิกาผู้หนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้มีปกติอยู่ด้วย "เมตตา" ผู้เลิศกว่าอุบาสิกาทั้งหลาย นางจึงกระทำบุญกุศล และตั้งจิตคิดปรารถนาฐานันดรนั้น...

หลังจากที่กุลธิดาทั้ง 2 คน ได้ตั้งความปรารถนาฐานันดรนั้นแล้ว จึงกระทำบุญกุศลสืบเนื่องตลอดชีวิต เมื่อกุลธิดาทั้ง 2 คน สิ้นชีวิตลง จึงได้ไปท่องเที่ยวเกิดเป็นเทวดา และมนุษย์ จนกระทั่งกาลเวลาผ่านไปได้ หนึ่งแสนกัลปาวสาน...ในสมัยนั้นกุลธิดาทั้ง 2 คน คือ ขุชชุตตราธิดา ได้จุติจากเทวโลก มาถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งหญิงแม่นมในเรือนของโฆสกเศรษฐี นางเป็น "ขุชชา" คือ คนค่อม ฉะนั้นพวกญาติจึงตั้งชื่อว่า "ขุชชุตตรา" ...ฝ่าย สามาวดีเทพธิดา ได้จุติจากเทวโลก มาปฏิสนธิในเรือนของภัททวดียเศรษฐี ณ แคว้นภัททวดีย์ พวกญาติตั้งชื่อว่า "สามา" แปลว่า ทอง นางมีผิวทีขาวเหลือง จึงได้รับการตั้งชื่อเช่นนั้น

พระชีวประวัติของพระนางสามาวดีตอนต่อไปนี้ นอกจากมีกล่าวอยู่ใน อรรถกถาคัมภีร์ธรรมบทแห่งอัปปมาทวรรค ว่าด้วยความไม่ประมาทในเรื่องของพระนาง สามาวดี ดังนี้...ติดตามรับอ่านกันได้ในตอนที่ 2 นะครับ

ที่มา : หนังสือ "พระนางสามาวดีอุบาสิกา ผู้เป็นเลิศด้าน "ผู้อยู่ด้วยเมตตา"
เรียบเรียงโดย : อ.จำเนียร ทรงฤกษ์ ( วัดสังฆทาน )

บทความจาก :
นำเสนอโดย :
http://dharmaishere.blogspot.com
https://www.facebook.com/kanlakraung1.sport
https://www.facebook.com/kanlakraung1.story